Posted by เอเองครับ under
ไดอารี่[3] Comments
ช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นท้อที่สุด เศร้าที่สุด เหงาที่สุด กระทั้งอาการเจ็บใข้ได้ป่วย ขออย่างเถอะนะ อย่าได้มาสมโรงในเวลาเดียวกันเลย เมื่อคืนอยากร้องให้ฉิบหาย แต่อายหมอนเน่า ปกติก็เป็นผู้ชายร้องให้ง่ายอยู่แล้ว(เพื่อนๆมันจะรู้)เมื่อคืนนี้เต็มที่เหลือเกิน อยากให้น้ำตามันไหลออกมาล้างลูกกะตาสักหน่อย ถึงแม้ในเช้าวันนั้นตาจะบวมปูดพร้อมลายแทงบนใบหน้าก็ตาม
ท้อ คุณๆก็คงเคยๆกันบ้าง อาการของคนที่ตั้งใจทำอะไรแล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นไปดังปรารถนา ก็ได้แต่บอกตัวเองในใจดังๆว่า เองท้อได้นะแต่เองอย่าถอย ค่อยๆคิดค่อยๆทำกันใหม่ ไม่มีใครที่จะทำถูกทุกอย่าง และ ไม่มีใครที่จะทำผิดได้ในทุกสิ่ง(แม้มันจะง่ายมากๆก็ตาม)
เศร้า ถนนเส้นนี้กลับบ้าน ถ้าถนนเส้นนี้ไม่มีทางแยกเลย การกลับบ้านก็คงไม่ได้ลำบากอะไร อุปมาอุปมัยเหมือนดั่งตอนนี้ยืนอยู่ที่ห้าแยกณ.ระนอง แต่อยากกลับบ้าน บ้านที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนบน โลกใบนี้ หันซ้าย แลขวา หมุนตัวสองรอบ ให้ตายเถอะ ไปไม่ถูกจริงๆ คิดถึงตอนที่เรามองเห็นแสงไฟจากปลายปากอุโมงค์เบื่องหน้าต่อให้รอบตัวมืดมิดแม้จะต้องคลำทาง สุดท้ายก็ฟันฝ่าไปถึงปากอุโมงค์ได้อยู่ดีถ้ามีจุดหมาย เส้นทางตรงกลางยากลำบากเพียงไรก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้ายังไม่เห็นแสงไฟ ไม่รู้จะัทำอะไรต่อไป จะอยู่อย่างไร มันก็ไม่ต่างจากโลกมืดๆ ที่ทั้งกายและใจมิอาจได้สัมผัสสิ่งใด ล่องลอยๆ

เหงา แม้จะดำเนินชีวิตด้วยการอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่มาตั้งแต่เด็ก มีความเหงาเป็นเพื่อนข้างกายมาตลอด ในวัยเด็กถึงวัยรุ่น เมื่อนึกถึงทีไรก็มักมีคำถามให้ตัวเองเสมอว่าเราเป็นคนร่าเริงมากเลยนะ บ้าๆพูดมาก เป็นคนสนุกสนาน (ยืนยันจากวีดีโอม้วนหนึ่งที่เคยถ่ายไว้) ภาพความหลังจางลง ภาพความจริงในโลกปัจจุบันเริ่มเด่นชัด ตัวตนของเราเองกลับเป็นคนเงียบๆ เก็บตัวอยู่คนเดียว คุยกับตัวเอง (น่าจะรวมถึงเขียนบล็อกด้วย) ก่อนนี้เหงาๆยังพอโทรหาเพื่อนได้ระบายบ้าง แต่นั้นมันก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ “กูอกหัก(อีกแล้ว)ว่ะ” “น้องเค้าไม่คุยกับกูเลย” “กูทำอะไรผิดหรอ” จะเหงาจะเศร้าขอแค่มีคนรับฟัง มีคนคอย(แกล้ง)ห่วงใย มันก็ทำให้เราคลายเหงาบ้าง แต่เหตุผลของความเหงาที่เล่ามามันเด็กๆ เทียบกับความเหงาตอนนี้มันต่างกัน เหงาที่อืดอัด อยากระบายให้ใครสักคนได้ฟัง แต่ก็กลัวว่าคนที่รับฟังจะไม่สบายใจไปด้วยเสียอีก เพราะสิ่งที่อยากระบายมันค่อนข้างเป็นรูปธรรมเหลือเกิน ทั้งเรื่องงาน และ สุขภาพร่างกาย ความจริงเราแค่อยากระบายมันออกไปบ้าง แต่ก็ทนไม่ได้สักที ที่จะให้คนอื่นต้องไม่สบายใจไปด้วย และต้องคอยเป็นห่วง แม้บางทีผมเองก็ต้องการแค่ใครสักคนโทรมาถามสักคำว่าเป็นไงบ้างวันนี้ dtacหรือais อาจจะได้ตังค์สักบาทสองบาท แต่ผมเองก็คงจะมีแรงกายแรงใจขึ้นอีกมากมาย พยายามบอกตัวเองมาตลอดว่าพลังใจหรือกำลังใจ มันอยู่ข้างในตัวเราเอง ซึ่งมันก็ถูกในบางครั้งเท่านั้นเอง
ป่วย IgA Nephropathy เป็นชื่อโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งเกี่ยวกับการทำงานของไ่ต เป็นเพราะโรคนี้ ที่ทำให้แสงไฟจากปลายปากอุโมงค์ของผมดับลง ถนนเส้นนี้ที่เคยกลับบ้าน ณ. ตอนนี้กลับกลายว่ามีทางแยกมากมาย จะเลือกทางไหน จะไปยังไง ไม่รู้เลย
เพราะ IgA Nephropathy ทำให้
- ต้องลาออกจากงาน (สามเดือนกว่าแล้ว)
- จากมนุษย์ที่ไม่ค่อยจะสังคมโลกเท่าไรก็ยิ่งมีโลกส่วนตัวมากขึ้นเพราะไม่ค่อยได้ไปไหนเลย
- รู้ว่าตัวเองทำกับข้าวเป็น (อร่อยด้วยนะ) เพราะการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ต้องคุมอาหาร
- รู้ว่าไม่ต้องดิ้นรนหาแฟนแล้ว สภาวะปกติก็โคตรหายากอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้
- รู้ว่าตัวเองก็เป็นคนหน้าบาง ตอนนี้หน้าเริ่มมีสิวเต็มไปหมด อันเนื่องมาจากผลข้างเคียงของสเตียรอยด์ (แอบดีใจคิดว่าตัวเองเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม)
- เข้าใจธรรมคำสอนที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”
และคงจะได้ซาบซึ้งถึงอีกหลายๆอย่างที่รออยู่ข้างหน้า ในวันนี้ที่ชีวิตยังไม่สิ้นก็คงต้องพยายามดิ้นกันต่อไป สู้ไม่สู้ (สู้)
ปล. ขอบใจange* นะเมื่อคืนที่เป็นเพื่อนคุยเสียนานเลย ต่อไปจะรบกวนแต่น้อย
คอมเม้นท์ล่าสุด