December 2005


หลังจากเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยและกลายเป็นนักศึกษาเต็มตัว หลายอย่างดูจะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการใช้ชีวิต การเรียน กิจกรรม และเพื่อน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอาจมีทั้งทำให้สุขและทุกข์ ขณะกำลังสุขคงไม่มีใครคิดถึงช่วงเวลาสนุกสนานที่ผ่านมาในสมัยเมื่อครั้งยังใ ส่ชุดนักเรียน แต่ขณะกำลังทุกข์ล่ะจะมีซักเสี้ยวเวลาไหมที่หัวใจนึกย้อนไปถึงอดีตวันวาน

บ างครั้งอุปสรรค ความรับผิดชอบหรือภาระที่มีมากขึ้นตามวัยก็ทำให้รู้สึกท้อแท้ บางคนคิดถึงอนาคตข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร หลังเรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อไป และเริ่มกลัวกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้จักมันมาก่อน แต่ก็นั่นแหละ..ยิ่งรู้สึกหวาดกลัววันข้างหน้ามากเท่าไร ก็ทำให้เราอยากย้อนกลับไปวัยเด็กมากเท่านั้น

ภาพเหตุการณ์เก่าๆ ย้อนกลับขึ้นมาลอยเด่นในสมองและไหลผ่านไปทีละฉาก..ทีละฉาก สมัยอยู่มัธยมต้น ชีวิตมักจะมีแต่เรื่องสนุกอยู่เสมอ เรียนๆเล่นๆ ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ถึงเวลาพักกลางวันก็ได้กินข้าวกับเพื่อนๆ พูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน ทะเลาะกันบ้าง โกรธกันบ้างตามประสา แต่สุดท้ายก็กลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม ผ่านเวลาเหล่านั้นมาถึงมัธยมปลาย แม้จะมีเรื่องให้ต้องคิดทบทวนมากขึ้นกว่าตอนมัธยมต้น อย่างเช่นการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยปิดหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งอาจนับเป็นสิ่งภาคภูมิใจหากใครเป็นหนึ่งในไม่กี่หมื่นคนที่สามารถเอาชนะ คู่แข่งคนอื่นๆเข้ามาได้ แต่ชีวิตก็ไม่ได้ไร้เรื่องสนุกๆ หรือความทรงจำที่ดีอย่างใด ถึงเวลาพักกลางวันก็ยังคงได้กินข้าว ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ทำกิจกรรมร่วมกัน ถูกครูดุ ถูกทำโทษด้วยกันเหมือนเดิม

แ ม้คิดถึงช่วงเวลาสมัยเป็นนักเรียน แต่ใช่ว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หรือการเรียนที่ยากขึ้นจะทำให้ชีวิตตกอยู่ในห้วงความทุกข์ซะทีเดียว เพราะการได้ทำกิจกรรม หรือใช้ชีวิตในแต่ละวันร่วมกับเพื่อนใหม่ ถือเป็นความสุขและความประทับใจอย่างหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ชีวิตวัยเรียนก็ค่อยๆหดสั้นลงตามความสุขที่เกิดขึ้นนั้นด้วย วันที่ต้องออกไปเผชิญกับโลกอย่างแท้จริงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โลกของผู้ใหญ่ซึ่งมีแต่การแข่งขันกันชนิดที่ว่าชีวิตนักเรียนนักศึกษายังเที ยบไม่ติด นี่แหละ ทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัว

ภาพเหตุการณ์เก่าๆยังคง วนเวียนในสมอง รูปถ่ายเก่าๆที่ทำให้คิดถึงเรื่องราวสมัยก่อนยังคงวางอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกอยากย้อนเวลากลับไปในอดีตปะทุขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า อยากกลับไปใช้ชีวิตนักเรียน เรียนๆเล่นๆ แบบเมื่อก่อน แม้เป็นไปไม่ได้ก็ตาม เพราะยิ่งนึกกลัวอนาคต กลัววันเวลาข้างหน้ามากเท่าไร เราก็ยิ่งโหยหาแต่วันเก่าๆ อดีตที่มีแต่ความทรงจำดีๆมากเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นสิ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะไม่ว่าจะโหยหาวันเวลาในอดีตสักแค่ไหน สุดท้ายเท้าของเราก็ต้องเหยียบย่ำลงไปบนผืนแผ่นดินข้างหน้าอยู่ดี การที่คนเรามีดวงตาอยู่ด้านหน้าก็เพื่อให้มองไปข้างหน้า แต่เราก็สามารถหันมามองอดีตที่อยู่ข้างหลังได้เสมอ เพื่อเป็นบทเรียนในอนาคต ดังนั้นอดีตจึงเป็นเพียงของเก่าๆ แต่เป็นของเก่าๆที่มีคุณค่าซึ่งถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำ อย่างดี

วันนี้ใครบางคนอาจนึกกลัวการคงอยู่ของตัวเอง กลัวการก้าวไปข้างหน้า จนต้องพึ่งพาอดีตที่แสนคิดถึง แต่จงเชื่อเถิดว่า อนาคตเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวที่ก้าวไปจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น แล้วอนาคตจะกลายเป็นอดีตที่แสนคิดถึงอีกครั้ง….

“นุ้ย” ถึงเราจะไม่เคยเจอกันแม้ซักครั้งเดียว แต่เหมือนเราสนิทกันพอดู จำได้ว่า พี่เคยทำเว็บเฮ่ยๆ เอารูปที่ตัวเองถ่ายขึ้นไปโชว์ เมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว นุ้ยผ่านไปเห็นเข้า นุ้ยเป็นคนเดียวเลยจริงๆที่มองรูปถ่ายของพี่แล้วบอกว่าสวย แถมยังส่งรูปที่นุ้ยถ่ายมาให้พี่อีกตั้งหลายรูป (แต่ก็ไม่เคยมีรูปนุ้ย) เราคบกันแปลกมากนะ กว่า5ปี เรารู้เรื่องกันและกัน แต่ไม่เคยเจอกัน หรือสิ่งนี้ วิธีนี้ จะดีที่สุดแล้ว …

“จะกลัวทำไมถ้าต้องผิดหวังกับความรัก ในเมื่อมีใครบางคนทำให้เธอทุกข์ใจได้
ก็ต้องมีใครบางคนที่ทำให้เธอสุขใจได้เช่นกัน”

“ความผิดพลาดนั้น ใช่แต่จะมีผลเสียเพียงอย่างเดียว
เพราะมันทำให้เราเรียนรู้วิธีที่ถูกต้อง จะได้ไม่ทำผิดอีก”

“ความล้มเหลวเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้คนฉลาดขึ้น”

“ถ้าเธอเจอเรื่องร้าย ๆ และอดทนผ่านมันมาได้ในที่สุด เธอจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี
และพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่อไป เธอจะเข้าใจว่าความเสียใจ
ความทุกข์นั้นเมื่อผ่านไปสักพัก มันก็จะผ่านไป…”

“ชีวิตนั้นไม่ใช่การสอบ คำตอบที่เลือกแล้ว เธอสามารถแก้ใหม่ได้
สามารถเริ่มใหม่ได้เสมอ”

“การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่านั้น ถึงจะสึกหรอเพราะปัญหาไปบ้าง
ก็ยังดีกว่าไม่กล้าทำอะไร ไม่เสี่ยงอะไร ปล่อยไว้จนสนิมเกรอะกรัง
ใช้งานอะไรไม่ได้อีก”

“ก้อนหินที่คนอื่นขว้างใส่เรานั้น ลองเก็บมันขึ้นมา
เพื่อเป็นฐานสำหรับปีนต่อไป ดีกว่ามานั่งเสียใจเพราะบาดเจ็บ”

ข้อความข้างบนนี้น้องวิส่งมาให้ครับ

ช ่วงนี้คงเป็นช่วงที่อ่อนไหวของผม มีคนหลายคนที่อยากช่วยเหลือผม ตัวผมเองก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย หวังว่าซักวันมันจะผ่านไป ผ่านไป………………….

ขอบใจนะกำลังใจที่มอบให้ จะเข้มแข็ง พร้อมที่จะลุกอีกครั้ง เมื่อใดที่ลุกได้แล้ว อยากขอบใจ”วิ”และ”คนที่ผมรัก”จริงๆ ที่ทำให้ได้รู้จักคุณค่าของการล้ม และ การลุก…

นานมากทีเดียวที่ผมไม่ได้ออกไปกางเต็นท์ นอนบนดินดมกลิ่นดอกหญ้า ดูท้องฟ้าที่แพรวพราว กับอากาศหนาวๆ แห่งราตรี แม้จะไม่มีสองเรา กับน้ำเน่าๆในลำคลอง แต่คราวนี้มันก็เป็นโอกาสอันดีทีผมจะได้สลัดงานออกจากตัว แล้วใสหัวออกเดินทางไปกับกลุ่มเพื่อนเก่าเก๋ากึก และเพื่อนใหม่ๆ ที่ไม่ยากที่จะทำความรู้จัก(แต่ไม่ยักจะรู้ใจแฮะ) เนี่ยนะ ถ้าผมไม่ได้ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าก็อาจจะไม่ได้ไปก็ได้ เมื่อถึงเวลานัด ผมจัดแจงโยน เต็นท์ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดออกมาใช้งานเลย กับการเก็บของเสื้อผ้า หม้อสนาม และของใช้ที่จำเป็น ขึ้นหลังรถ และต้องออกไปแต่เช้าเพื่อจะไปเอาสัมภาระต่างๆที่ห้อง”จ๋า” และนัดเจอกันอีกทีช่วงเย็น
ช่วงเย็นเรานัดเจอกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆอีกที่ท่ารถทัวร์ทางเข้าตรงวัดเสมียรนารี ผมนั่งtaxiไปกับจ๋า

หลังจากที่ผมถึงท่ารถแล้วจ๋าแยกทางไปสระผม ซึ่งเจอ”งิ้ม“หญิงสาวที่ มีอันจะกินที่สุด อิอิ ก็ทำกันซะงี้ สัมพาระทั้งหมดก็ต้องเป็นหน้าที่ของผมอีกแล้วที่จะต้องเก็บและคอยดูแล แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้สาวๆ เค้าไปเสริมสวยตามทาง หิวก็หิว ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน หลังจากเรียบร้อยแล้วเลยไปนั่งสั่ง ขนมจีน น้ำเงี้ยว กินระบายอารมณ์(หิว)ซักหน่อย สักพัก “เอ๋” ก็มาถึงผมเห็นก่อนที่เอ๋จะโทรเข้าเครื่องมือถือ
ผม เลยไม่รับ และตะโกนเรียกให้เอ๋ได้ยิน ถึงตอนนี้เวลาเริ่มไล่หลังมาประชิดตัวเรื่อยๆ ความสบายใจที่ได้กินอะไรรองท้องแล้ว กลับกลายเป็นเริ่มเคลียดนี่มันใกล้เวลา 20:40 น. อันเป็นเวลารถออกเต็มที แต่กลุ่มผมยังขาดอยู่อีกสองคน และยัง จ๋า กับ งิ้ม ที่ยังไม่กลับมา

ซักพัก จ๋ากับงิ้มก็กลับมาด้วยผมอันสวยงาม และพยายามมองหา “เอ็กซ์” กับ “บอย” ไม่นานบอยมาถึง แต่สถานการณ์เริ่มตึงเคลียดเมื่อ บัสโฮสเตส เริ่มเรียกถี่ขึ้น เอ๋อาสาจะไปเจรจาเกลี้ยกลอมให้ที่บนรถ อ้อ ลืมเล่าเรื่องตอนซื้อตั่วให้ฟัง คืองี้ ตอนออกจากกรุงเทพเนี่ย เอาจะไปกัน 6 คน โดยไปลงที่ลำปาง แล้วให้ “น้องแจง” ซึ่งเป็นน้องของจ๋า มารับ และก่อนจองตั๋ว ผมได้กำชับจ๋าว่า ให้เอาที่นั่งคู่สองคู่ เป็นสี่ที่แล้ว และอีกสองที่ ให้เอาแบบรวมไปกับคนอื่นโดยไม่ต้องนั้งด้วยกัน เพราะผมกับเอ๋ จะเสี่ยงดวงกันว่าเผื่อข้างๆจะเป็นสาวสวย แต่ถ้าไม่เวอร์คก็ให้ทำเป็นว่ามาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ให้ตายเถอะผมให้เอ๋ขึ้นไปเคลียร์ด้านบนจนลืมคิดถึงเรื่องที่วางแผนไว้เสียฉิบ พอ “เอ็กซ์” มาถึงแบบต่อเวลา เราก็ขึ้นรถกัน
ผม กับเอ๋เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียน ปวช.นับถึงตอนนี้ก็กว่า 10 ปีแล้ว เขายังทำกันได้ แผนที่ผมคิดไว้มันยังพังกันได้ ที่นั่งที่จองไว้ มีหญิงสาวสวย กับ ลุงแก่หัวล้าน และรู้อีกทีว่ากรนเสียงดังมากก็ตอนที่แกเริ่มหลับ ก็ไม่ต้องเดากันให้เมี่อยตุ่ม ว่าเพื่อนรักมันเลือกนั่งข้างใคร เฮ้อ… อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจเพื่อนรัก

ขึ้นรถก็ช้า แถมพอได้ที่พวกเราหกคนก็เหมือนไม่ได้เจอกันมาแต่ชาติบางก่อน สร้างความรำคาญเนี่ยเหมือนจะเป็นงานของพวกเราเชียว ผมเองคุยได้นิดหน่อยบวกกับทำใจไม่ได้เลยคล้อยหลับไปพร้อมกับเสียงนกเสียงกา

เราถึงลำปางประมาณ 05:00 น. โดยมีน้องแจงและ
น้องกิ๊ก” รออยู่แล้ว ผมเองผิดหวังนิดหน่อย อ้อไม่ใช่เพราะน้องกิ๊กกับน้องแจงหรอก เรื่องอากาศครับ ไม่ค่อยหนาวเลย เราใช้เวลาขนของกันไม่นานนัก รถกระบะที่เราใช้เดินทาง ก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไปจังหวัดเชี่ยงใหม่ต่อไป และระหว่างทางต้องบุกป่าลุยดงเข้าไปรับ “น้ำหวาน” ซึ่งเป็นเพื่อนที่ร่วมเดินทางคนสุดท้าย และเป็นคนที่ 9 และใน 9 คนนี้มีแมนๆแค่สามคน เพราะต้องทนอากาศหนาวจากสายลมเย็นยามเช้า มีผม เอ๋ บอย ที่อยู่หลังกระบะ และด้วยความเคยชินทั้งทริปนี้เลย ไม่มีใครคู่ควรกับกระบะหลังอีกเลย นอกจากเราสามคน

ที่แรกที่พวกเราไป กันขณะที่ถึงเชียงใหม่คือ ร้านอาหารเช้า ซึ่งเป็นร้านโจ๊คและขึ้นดอยสุเทพต่อระหว่างทางที่เราจะออกจากตัวเมือง เชียงใหม่ เอ๋เจอร้านทำฟังชื่อ”ฟันสบาย” อันทำให้พวกเราเด็กหลังกระบะ ฮากันได้บ้าง ทางขึ้นดอยผมไม่พลายที่จะลงไปไหว้ ครูบาศรีวิชัย อันเป็นที่เคารพของผม

หลังจากไหว้พระกันแล้วก็ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพต่ออีก ซึ่งทางขึ้นนั้นชันและโค้งเยอะเหลือเกิน เล่นเอาแมนๆด้านหลัง เล็บจิกขอบกระบะกันเป็นแถว ก็ไอ้จ๋า มันเล่น “เอี๊ยดดดดดดดดด ทุกโค้งเลย” เล่นเอาใจสั่นแทบหมดแมน

ข้างบนมีร้านขายของเยอะแยะไปหมดส่วนใหญ่เป็นพวกเสื้อผ้า และของที่ระรึก หาที่จอดรถได้แล้วก็แยกย้ายกันไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเดินขึ้นบันไดที่ จ๋า บอกว่ามี 300 กว่าขั้นเพื่อไปไหว้พระธาตุ

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes