นานมากทีเดียวที่ผมไม่ได้ออกไปกางเต็นท์ นอนบนดินดมกลิ่นดอกหญ้า ดูท้องฟ้าที่แพรวพราว กับอากาศหนาวๆ แห่งราตรี แม้จะไม่มีสองเรา กับน้ำเน่าๆในลำคลอง แต่คราวนี้มันก็เป็นโอกาสอันดีทีผมจะได้สลัดงานออกจากตัว แล้วใสหัวออกเดินทางไปกับกลุ่มเพื่อนเก่าเก๋ากึก และเพื่อนใหม่ๆ ที่ไม่ยากที่จะทำความรู้จัก(แต่ไม่ยักจะรู้ใจแฮะ) เนี่ยนะ ถ้าผมไม่ได้ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าก็อาจจะไม่ได้ไปก็ได้ เมื่อถึงเวลานัด ผมจัดแจงโยน เต็นท์ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดออกมาใช้งานเลย กับการเก็บของเสื้อผ้า หม้อสนาม และของใช้ที่จำเป็น ขึ้นหลังรถ และต้องออกไปแต่เช้าเพื่อจะไปเอาสัมภาระต่างๆที่ห้อง”จ๋า” และนัดเจอกันอีกทีช่วงเย็น
ช่วงเย็นเรานัดเจอกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆอีกที่ท่ารถทัวร์ทางเข้าตรงวัดเสมียรนารี ผมนั่งtaxiไปกับจ๋า

หลังจากที่ผมถึงท่ารถแล้วจ๋าแยกทางไปสระผม ซึ่งเจอ”งิ้ม“หญิงสาวที่ มีอันจะกินที่สุด อิอิ ก็ทำกันซะงี้ สัมพาระทั้งหมดก็ต้องเป็นหน้าที่ของผมอีกแล้วที่จะต้องเก็บและคอยดูแล แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้สาวๆ เค้าไปเสริมสวยตามทาง หิวก็หิว ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน หลังจากเรียบร้อยแล้วเลยไปนั่งสั่ง ขนมจีน น้ำเงี้ยว กินระบายอารมณ์(หิว)ซักหน่อย สักพัก “เอ๋” ก็มาถึงผมเห็นก่อนที่เอ๋จะโทรเข้าเครื่องมือถือ
ผม เลยไม่รับ และตะโกนเรียกให้เอ๋ได้ยิน ถึงตอนนี้เวลาเริ่มไล่หลังมาประชิดตัวเรื่อยๆ ความสบายใจที่ได้กินอะไรรองท้องแล้ว กลับกลายเป็นเริ่มเคลียดนี่มันใกล้เวลา 20:40 น. อันเป็นเวลารถออกเต็มที แต่กลุ่มผมยังขาดอยู่อีกสองคน และยัง จ๋า กับ งิ้ม ที่ยังไม่กลับมา

ซักพัก จ๋ากับงิ้มก็กลับมาด้วยผมอันสวยงาม และพยายามมองหา “เอ็กซ์” กับ “บอย” ไม่นานบอยมาถึง แต่สถานการณ์เริ่มตึงเคลียดเมื่อ บัสโฮสเตส เริ่มเรียกถี่ขึ้น เอ๋อาสาจะไปเจรจาเกลี้ยกลอมให้ที่บนรถ อ้อ ลืมเล่าเรื่องตอนซื้อตั่วให้ฟัง คืองี้ ตอนออกจากกรุงเทพเนี่ย เอาจะไปกัน 6 คน โดยไปลงที่ลำปาง แล้วให้ “น้องแจง” ซึ่งเป็นน้องของจ๋า มารับ และก่อนจองตั๋ว ผมได้กำชับจ๋าว่า ให้เอาที่นั่งคู่สองคู่ เป็นสี่ที่แล้ว และอีกสองที่ ให้เอาแบบรวมไปกับคนอื่นโดยไม่ต้องนั้งด้วยกัน เพราะผมกับเอ๋ จะเสี่ยงดวงกันว่าเผื่อข้างๆจะเป็นสาวสวย แต่ถ้าไม่เวอร์คก็ให้ทำเป็นว่ามาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ให้ตายเถอะผมให้เอ๋ขึ้นไปเคลียร์ด้านบนจนลืมคิดถึงเรื่องที่วางแผนไว้เสียฉิบ พอ “เอ็กซ์” มาถึงแบบต่อเวลา เราก็ขึ้นรถกัน
ผม กับเอ๋เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียน ปวช.นับถึงตอนนี้ก็กว่า 10 ปีแล้ว เขายังทำกันได้ แผนที่ผมคิดไว้มันยังพังกันได้ ที่นั่งที่จองไว้ มีหญิงสาวสวย กับ ลุงแก่หัวล้าน และรู้อีกทีว่ากรนเสียงดังมากก็ตอนที่แกเริ่มหลับ ก็ไม่ต้องเดากันให้เมี่อยตุ่ม ว่าเพื่อนรักมันเลือกนั่งข้างใคร เฮ้อ… อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจเพื่อนรัก

ขึ้นรถก็ช้า แถมพอได้ที่พวกเราหกคนก็เหมือนไม่ได้เจอกันมาแต่ชาติบางก่อน สร้างความรำคาญเนี่ยเหมือนจะเป็นงานของพวกเราเชียว ผมเองคุยได้นิดหน่อยบวกกับทำใจไม่ได้เลยคล้อยหลับไปพร้อมกับเสียงนกเสียงกา

เราถึงลำปางประมาณ 05:00 น. โดยมีน้องแจงและ
น้องกิ๊ก” รออยู่แล้ว ผมเองผิดหวังนิดหน่อย อ้อไม่ใช่เพราะน้องกิ๊กกับน้องแจงหรอก เรื่องอากาศครับ ไม่ค่อยหนาวเลย เราใช้เวลาขนของกันไม่นานนัก รถกระบะที่เราใช้เดินทาง ก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไปจังหวัดเชี่ยงใหม่ต่อไป และระหว่างทางต้องบุกป่าลุยดงเข้าไปรับ “น้ำหวาน” ซึ่งเป็นเพื่อนที่ร่วมเดินทางคนสุดท้าย และเป็นคนที่ 9 และใน 9 คนนี้มีแมนๆแค่สามคน เพราะต้องทนอากาศหนาวจากสายลมเย็นยามเช้า มีผม เอ๋ บอย ที่อยู่หลังกระบะ และด้วยความเคยชินทั้งทริปนี้เลย ไม่มีใครคู่ควรกับกระบะหลังอีกเลย นอกจากเราสามคน

ที่แรกที่พวกเราไป กันขณะที่ถึงเชียงใหม่คือ ร้านอาหารเช้า ซึ่งเป็นร้านโจ๊คและขึ้นดอยสุเทพต่อระหว่างทางที่เราจะออกจากตัวเมือง เชียงใหม่ เอ๋เจอร้านทำฟังชื่อ”ฟันสบาย” อันทำให้พวกเราเด็กหลังกระบะ ฮากันได้บ้าง ทางขึ้นดอยผมไม่พลายที่จะลงไปไหว้ ครูบาศรีวิชัย อันเป็นที่เคารพของผม

หลังจากไหว้พระกันแล้วก็ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพต่ออีก ซึ่งทางขึ้นนั้นชันและโค้งเยอะเหลือเกิน เล่นเอาแมนๆด้านหลัง เล็บจิกขอบกระบะกันเป็นแถว ก็ไอ้จ๋า มันเล่น “เอี๊ยดดดดดดดดด ทุกโค้งเลย” เล่นเอาใจสั่นแทบหมดแมน

ข้างบนมีร้านขายของเยอะแยะไปหมดส่วนใหญ่เป็นพวกเสื้อผ้า และของที่ระรึก หาที่จอดรถได้แล้วก็แยกย้ายกันไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเดินขึ้นบันไดที่ จ๋า บอกว่ามี 300 กว่าขั้นเพื่อไปไหว้พระธาตุ

Bookmark and Share