ตอนที่ผ่านมา :
2 ​มีนาคม​ 50 # ​ลาว​ใต้​วันที่​1
3 ​มีนาคม​ 50 # ​ลาว​ใต้​วันที่​2
4 ​มีนาคม​ 50 # ​ลาว​ใต้​วันที่​3 ​ตอน​ 1

ผมเลยหันไปถามน้องคนที่อยู่ท้ายรถ (ท่าทางจะเป็นเด็กรถ) “ไปหลักแปดหรือเปล่า” ผมจ้องหน้ารอเอาคำตอบ “แม่น” (ใช่) ผมโล่งอก และรู้สึกผ่อนคลาย สองฟากฝั่งถนนเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมตอนนี้ สองสายตาแหวกซอกแซกไปตาม หลืบเร้นต่างๆไม่วางตา ทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมดแม้แต่หลักกิโลเมตร ที่มันถูกปักห่างออกจากกันเป็นระยะๆอย่างตั้งใจ นั่งรถนับไปจนใกล้หลักที่แปดทุกที ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบสำหรับผม ไม่มีใครสนใจผมแล้ว หลังจากสองสายตามองฝ่าเปลวแดดที่แผดจ้ามาเนิ่นนานแล้ว จึงปรับโฟกัสมันใกล้เข้ามาหน่อย สำรวจภายในรถบ้าง หลังจากที่เขาเลิกสนใจผมแล้ว ผมสังเกตเห็นแต่ล่ะคนมีมือถือกันแทบทุกคน และเป็นรุ่นใหม่ๆทั้งนั้น(โชคดีที่มือถือผมปิดใส่เป้แล้ว ไม่งั้นอายแย่)

ปั้มน้ำมันประเทศลาว ท่ารถหลักแปด
ปั้มน้ำมันระหว่างทาง, บรรยากาศท่ารถหลักแปด

ท่ารถหลักแปด อยู่ห่างจากตัวเมืองปากเซ แปดกิโลเมตรไปทางใต้ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง ตอนลงมีป้าคนนึง ก็ลงพร้อมกับผม ผมรอให้แกจ่ายเงินก่อน แกควักแบงค์ 5000กีบ จ่ายให้เด็กรถแล้วเดินหายไป ผมทำเนียนหวักแบงค์ 5000กีบตาม เด็กรถตอบว่า “ok” ผมคงไม่โดนโก่งค่าโดยสารนะ

ถึงท่ารถหลักแปด ผมเริ่มงง เพราะรถเยอะมากๆ อากาศก็ร้อนสุดๆ ลองสอบถามรถที่จอดรับผู้โดยสารอยู่ จึงรู้ว่ารถที่จะไป นากระสัง อยู่ท้ายของท่ารถเลย ผมเดินฝ่าเปลวร้อนของอายแดด ไปจนถึงที่จอดรถที่จะไปนากระสัง สภาพรถเป็นรถหกล้อสองแถว ที่ด้านบนหลังคาเต็มไปด้วยกล้วย กล้วยเต็มหลังคาไปหมดเลย ผมสอบถามว่าคันนี้ไปนากระสังหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ประการใด เลยเอากระเป๋าขึ้นหลังคารถ แล้วเดินไปหาอะไรเย็นๆดื่ม

ผมคำนวนราคาโค๊กกระป๋องไว้แล้ว ว่าไม่ควรเกิน 3170 กีบ (เอาเข้าไป) แต่แม่ค้าบอกผมว่า 5000กีบ ผมแย้งว่าไม่แพงไปหรอ แม่ค้าก็บอกว่าราคานี้แหละ หิวก็หิว ว่าจะรอให้คนลาวมาซื้อก่อนก็รอไม่ไหว เลยจำใจต้องซื้อ บางครั้งการจะไปเที่ยวที่ไหนให้สนุกก็ไม่ควรจะคิดเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก ไหนๆก็มาเที่ยว มาหาความสนุก มาพักผ่อน แต่เมื่อมันเป็นวัฒนธรรมของการขายของให้นักท่องเที่ยวไปแล้ว ว่าต้องบวกต้องชาร์ต อย่างนี้ก็ไม่ไหว อีกอย่างผมมีตั้งมาจำกัด (ผมไม่ได้จำกัดตังค์ แต่ตังค์มันจำกัดผม) ก็เลยต้องเขี้ยวกันหน่อย แต่อย่างว่า อยู่เมืองไทยซื้อของไม่เคยต่อซักคำ มาครานี้คงเป็นการมาหาประสบการณ์ในการต่อสินค้าอีกทางนึง

กลับมาขึ้นรถ เพื่อรอเวลารถออกเวลา 11:00 น. ตอนนี้ก็อีกไม่กี่นาทีแล้ว มีชาวต่างชาติ 2 คู่ (ชาย-หญิง) ขึ้นมาร่วมทางด้วย ผมค่อนข้างโล่งใจ ผมเปิดฉากยิ้มสยามให้ he และ she ทั้ง 4 คน เพื่อเปิดทางไว้ก่อนในภายภาคหน้า ได้ผลเว้ย เขาๆหล่อนๆ ยิ้มตอบ

ร้านขายของภายในท่ารถ บนรถโดยสาร
ร้านขายของภายในท่ารถ, บนรถโดยสารที่จะไปบ้านนากระสัง

ได้เวลา 11:00 น. แล้ว แต่ก็ยังไม่มีวีแววว่ารถจะเริ่มออกเดินทาง มีแต่เด็กรถขนของต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ใซค์,ไม่กวาด, กล้วย, อ้อย ขึ้นรถ เหมือนว่ามันจะไม่มีวันหมดสิ้น และอีกเกือบ 20 นาที เสียงสตาร์ทรถ อันหมายถึงการเดินทางจะได้เริ่มขึ้นแล้ว สาวลาวกลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คนที่นั่งอยู่บนรถอีกคัน ก็ย้ายมาขึ้นคันเดียวกันกับผม ครานี้ทั้งคน ทั้งของ เต็มพื้นที่ไปหมด

ผมบอกเด็กรถว่าจะไปลงบ้านนากระสัง แต่ไม่ถามราคา เพราะกะว่าจะลองถามสาวลาวที่นั่งอยู่ข้างๆดูก่อน (แอบได้ยินสาวลาวคุยกันและได้รู้ว่าเขาจะไปลงนากระสังเหมือนกัน) ผมเลยเปิดฉากชวนเธอคุยก่อนโดยถามว่ารถจะไปถึงนากระสังกี่โมง เธอตอบว่าไม่รู้ เอาแล้วสิกู ผมถามต่อไปว่า ไม่ได้เดินทางประจำหรอ เธอบอกว่าไม่ได้มานานแล้ว แล้วเธอก็ถามผมว่าเป็นคนไทยหรอ ผมก็ตอบไปว่าใช่ ถึงหน้าตา สีผิด และทรงผม จะไม่ได้ต่างจากคนที่นี่มากนักก็ตาม พวกหล่อนก็หันหน้าเข้าหากันแล้วก็คุยอะไรกันไม่รู้ หัวเราะกันสนุกสนาน สรุปว่าผมเองก็ไม่ได้รู้ราคาค่าโดยสารเลย นึกในใจว่า กูจะโดนโก่งราคาอีกป่าวว่ะเนี่ย

กว่ารถจะเคลื่อนออกจากที่จอดได้ก็เกือบ 11:30 น. เมื่อรถเริ่มเคลื่อนที่ อากาศเริ่มใหลผ่านซอกหลืบของร่างกาย ความเย็นได้เข้ามาแทนที่ความอบอ้าวให้เบาบางลงบ้าง แต่เปลวแดด ก็ยังคงระอุ อยู่เหมือนเดิม

สองข้างทางเป็นหมู่บ้านสลับกับป่า ทุ่งนา เป็นระยะ บรรยากาศแห้งแล้ง ป่าไม้ที่ไร้ใบ บ่งบอกได้ว่านี่คือหน้าร้อนแล้ว รถวิ่งไปได้ประมาณ 30-40 กิโลเมตร สาวลาวที่นั่งข้างๆผม สกิดผมให้ดูภูเขา ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของถนน แล้วถามว่าเหมือนอะไร ผมหันหน้าไปตามทิศทางที่พวกเธอชี้นำ คำตอบที่ได้มันอยู่ในหัวอยู่แล้วและไม่ต้องคิดนาน ผมยิ้มและหันไปสบตาพวกเธอโดยไม่ได้ตอบอะไรออกไป ผมเอากล้องออกมาถ่ายเพื่อจะเอามาถามทุกคนดูว่ามันเหมือนอะไร จะได้รู้ว่าคิดเหมือนผมหรือเปล่า แว็บแรกเลยผมคิดว่ามันเป็น”นม” 555 แต่แล้วผมก็เปลี่ยนใจ เป็น “นมสาว” ล่ะกันเพราะมันเต่งตึงเหลือเกิน 555 ผมไม่รู้ว่าภูเขานี้ชื่ออะไร แต่ถ้าให้ผมตั้ง ผมจะตั้งว่า “ภูเขานมสาว” อิอิอิ

ภูเขานมสาว จ่ายค่าทางด่วน
ภูเขานมสาว(ผมตั้งเอง), จ่ายค่าทางด่วน

แดดตอนเที่ยงวันยิ่งร้อนเข้าไปอีก ชาวต่างชาติที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผม จิบน้ำกันเป็นว่าเล่น แต่ล่ะคู่มีหนังสือคู่มือประเทศลาวเล่มใหญ่ แต่ผมมีแค่ A4 มา 4 แผ่น และตอนนี้มันติดอยู่บนเป้ที่อยู่บนหลังคาด้วย สักพัก รถวิ่งไปถึงสามแยกที่จะไปวัดพู (ทีแรกผมเรียกวัดโพธิ์ แต่ถามจากคนลาวเขาบอกวัดพู แต่ดันมีอีกคน เรียกว่า วัดพู่ กำจริงๆ) รถชลอ และจอดลงตรงสามแยกนั้น ขบวน ถือเร่แผงรอยก็ออกทำงาน มีของกินต่างๆนาๆ ผมไม่ได้ซื้ออะไรนอกจากถ่ายรูป ไม่ต่างจากชาวต่างชาติที่มาด้วยกัน
ขายของข้างทาง ทุ่งนาข้างทาง
แม่ค้าขายผลไม้ระหว่างจอดรถ, ทุ่งนาข้างทาง

ไม่นานรถก็วิ่งผ่านเปลวแดดต่อไป อ้อลืมเล่าเรื่องสาวลาวที่นั่งถัดผมไปด้านหน้าของรถอีกคน ผมไม่ได้คุยกับเขาเลย ดูคร่าวๆน่าจะอายุ 20 ต้นๆ มีลูกเล็กๆมาด้วย 1 คน ไอ้ตัวเล็กเนี่ยก็เหมือนจะเข้าใจผม 555 ร้องหิวนมตลอดเวลา สักพักแม่ก็เอา”นม”ให้ลูกกินต่อหน้าต่อตาผมเลย โชคดีของเธอที่ไม่รู้ว่าผมแอบมองอยู่ เพราะผมใส่แว่นดำ 555 (ขอบใจนะเจ้าตัวเล็ก อิอิอิ) (วงเล็บอีกที จริงๆไม่ใช่อย่างที่คิด ผมมองว่าเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูมากผมรับรู้ถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก แต่มันแฝงไปด้วยความเศร้ายังไงไม่รู้ เด็กยังเล็กมาก แต่ผมไม่เห็นพ่อเด็กเลย ผมไม่กล้าถาม ขออย่างเดียวอย่าเป็นอย่างที่ผมคิด อย่าให้เป็นอย่างสังคมที่ผมพบเจอ อย่าให้เด็กต้องไม่มีพ่อ ทั้งๆที่พ่อ มันยังมีชีวิตอยู่)

บ่ายสองโมง ขณะที่ผมหลับอยู่ มีเสียงเอะอะโวยวาย อยู่ด้านหลัง จับใจความได้ว่า จอดๆ แต่ออดที่กดมันไม่ดัง ต่างคนต่างช่วยกันทั้งทุบทั้งเคาะ คนขับก็คงไม่ได้ยินหรอก เล่นเปิดเพลงหมอลำซะลั่นทุ่ง ชาวต่างชาติที่นั่งอยู่ในสุดใช้วิธีเคาะกระจกหลังแรงๆ ก็ยังหลายครั้ง คนขับถึงได้ผ่อนตีน คลายแรงม้าของรถเข้าจอดแนบขอบทาง โดยด้านหลังมียายแก่ๆค่อยๆลงจากรถ และต้องเดินย้อนกลับไปอีกที ไม่น่าจะต่ำกว่า 1 กิโลเมตร
หลักกิโลเมตร
ทันใด เด็กรถและคนขับก็พร้อมกันมาทำหน้าที่ช่างไฟฟ้ารถยนต์กันทุกคน ทั้งงัดทั้งแงะ พักใหญ่เสียงแตรก็ดังขึ้น ท่ามกลางความปราบปลื้มยิดดีของเหล่าผู้โดยสารทุกคน (แน่ล่ะ ใครอยากถูกแถมให้เดินอีก 1 กิโลฯล่ะ)

14:50 น. รถวิ่งมาถึงบ้านดอน ชาวต่างชาติ คู่หนึ่ง (ชาย-หญิง) ลงที่นี่ เด็กรถแบ่งกล้วยบนหลังคาไป 1 หวี เด็กรถคนนี้พูดภาษาอังกฤษปร๋อเลย อย่าให้พูดเลยอาย 555

ผมถามสาวลาวอีกทีว่าถึงแล้วหรือ ขณะที่เห็นรถเลี้ยวขวาแยกออกจากถนนใหญ่เข้าไปในถนนรุกรังเข้าหมู่บ้านๆหนึ่ง สาวลาวบอกว่า เขาเข้าไปส่งคน บ้านแต่ล่ะหลัง หลังคาหรือฝาบ้านจะออกสีแดงๆจากฝุ่นถนนรุกรัง

หลังจากส่งคนในหมู่บ้าน ขนของลงเสร็จอยู่ดีๆ คนขับก็ดับเครื่องและวิ่งเข้าไปในบ้านหลังนึง จับใจความได้ว่าเขาเข้าไปดูมวยกัน คนขับบอกเด็กรถมาบอกผู้โดยสารว่าขอดูสองคู่ค่อยออกรถ ทำเอาสาวลาวหลังรถไม่พอใจกันใหญ่ ผมบอกนักท่องเที่ยวที่มาด้วยกันว่า คนขับรถดูมวยอยู่คงสักพักใหญ่ๆถึงจะได้ไปกันต่อนะ ทั้งเขาและผมไม่ได้มีอาการเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าไร เพราะเข้าใจว่านี่คงเป็นวีถีชีวิตที่ผมและเขาอยากเจอ

สักพักใหญ่คนขับรถเดินออกมา พร้อมกันเสียงเร่งให้รีบของสาวลาวให้เร็วๆหน่อย ทั้งร้อนทั้งหิว อยากกลับบ้าน

รถวิ่งผ่าถนนดินรุกรังเข้าสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง ผมถามนักท่องเที่ยวสองคนนั้นว่าจะไปพักที่ไหน เขาบอกผมว่าจะไปพักที่ดอนคอน ผมเลยบอกเขาไปว่าเหมือนผมเลย 555 จะได้แชร์ค่าเรือตอนไปดอนคอนกัน

ทางเข้าบ้านนากระสัง ลงจากรถ
ถนนรุกรังทางเข้าบ้านนากระสัง, ถึงบ้านนากระสัง(รถที่นั่งมา)

รถเลี้ยวซ้ายเข้าทางรุกรังอีกครั้งที่หมายคือบ้านนากระสัง อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประมาณสามถึงสี่กิโล เราก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ผมและนักท่องเที่ยวคู่นั้นลงรถ โดยมีเด็กรถมาบริการ เด็กรถมาเก็บตังค์กับผม 35,000 กีบ ผมคิดว่าเขาคงคิดเกินราคาปกติแน่นอน แต่พอดีว่าผมไม่ได้ข้อมูลจากสาวลาวว่าค่าเดินทางเท่าไร ก็เลยยอมให้ไป กอปรกับการบริการที่เป็นกันเองสนุกสนานตลอดการเดินทาง(ยังกะไปกับทัวร์) เลยยอมจ่ายกันทั้งสามคน
ช่วงลงรถนี่เองเด็กรถเขามาคุยกับผม ขันอาสาจะพาผมไปเที่ยวเองไม่ว่าจะเป็น คอนพะเพ็ง,หลีผี ผมบอกว่าเป็นพรุ่งนี้ดีกว่าไหมวันนี้อยากพักแล้ว ผมถามราคา ก็ตกอยู่ที่ 40,000 กีบ ผมบอกโอเค ยังไงเช้าพรุ่งนี้มารับผมเวลา 8 โมงเช้า ที่ท่าเรือ
คุยกันไปขณะที่ขนของพลุงพลังเดินลงเดินดินเพื่อไปยังท่าเรือ ผมมองเห็นเรือหางยาวหลายสิบลำ จอดอยู่เต็มไปหมด ผมเริ่มผ่อนคลาย สายตามองผ่านผืนน้ำอันยาวเหยียดและกว้างใหญ่ ใจก็คิดว่าคืนนี้ล่ะจะเป็นคืนแรกในชีวิตที่ได้มานอนที่ประเทศลาว

เราสามคน(ผมคนเดียว กับ ฝรั่งอีกคู่) ตกลงค่าเรือกันเรียบร้อยแล้ว ก็ช่วยกันขนของขึ้นเรือ ค่าเรือตกคนล่ะ 15,000 กีบ ผมพอได้ข้อมูลเรื่องที่พักมาบ้างว่าดอนที่จะไปพักกันนั้นมีสองดอน คือ ดอนคอน และ ดอนเดช แต่ด้วยความที่ยังไงก็ได้ เลยถามฝรั่งที่มาด้วยกันก่อนแล้วว่าจะไปพักไหน เขาบอกว่า ไปดอนเดช ผมเลยมั่วบอกเขาไปว่า “same me” เราช่วยกันขนข้าวของ กระเป๋าของกันและกันขึ้นเรือ และไม่ลืมที่จะยกกล้วยหนึ่งเครือ ที่เด็กรถให้ฝรั่งคู่นั้นมา (เขาไม่ได้ให้ผมนะ) ขณะที่เรือแล่นออกจากฝั่ง ผมสบายตัวมากๆ อยากกระโดดลงไปในสายน้ำโขงเสียให้ได้ ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เหือดหายไปจนแทบหมดสิ้น เหลือเพียงความลิงโลด เต็มดวงใจ ฝรั่งสองคนสนุกกับการถ่ายรูปกันใหญ่ กล้วยเครือใหญ่วางอยู่หน้าหัวเรือหางยาว ผมเลยถามเขาไปว่า จะกินหมดหรอ เขาหัวเราะ และส่งกล้วยให้ผม หนึ่งลูก (ยังงงอีก)

เรือและน้ำ แม่น้ำ­
คนขับเรือ­ เพื่อนร่วมทาง
ภาพขณะขึ้นเรือจากบ้านนากระสังไปดอนคอน

สองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยต้นไม้และเกาะแก่งเล็กๆน้อยๆ มีชาวบ้านนั่งเรือมาหาปลาตามวีธีชีวิต น่าดูไปอีกแบบ ผมเอากล้องมาถ่ายรูปบ้าง สักพักดอนเดช ก็เริ่มเด่นชัดในสายตา
เรามาถึง หาดทรายเล็กๆ ขนาดฝรั่งนอนอาบแดด ได้ประมาณ 30 คน (อิอิ) เราลงจากเรือหางยาว และขนของลง เขาจะยกกล้วยให้ผม แต่ผม say no กินไม่หมดแน่ เลยขอมาสองลูก และกล่าวลาฝรั่งสองคนนั้น และเดินจากมา จากมาโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะพักที่ไหน แต่ก็แน่ล่ะ คงไม่ได้คิดจะไปพักกับฝรั่งสองคนนั้นหรอก

ผมมีข้อมูลอยู่นิดหน่อยว่าที่นี่ค่าที่พักอยู่ที่ประมาณ 160 บาท ผมเดินเข้ามาลึกๆตามถนนเล็กๆ สองข้างทางไม่ต่างจากชนบทของเมืองไทย ที่ต่างคือ มีฝรั่งหัวทองเต็มไปหมด เลือกไม่ถูกว่าจะลงหลักปักเป้ที่ไหนดี เอาว่ะเดินดูไปเรื่อยๆก่อน พอถึงระหว่างกลางๆซอย มีหนุ่มลาวหน้าตาดีมายืนทักทายริมรั้วว่า “สบายดี” 555 ผมตอบกลับสบายดี แล้วเลี้ยวเข้าไปเลย สอบถามราคา(ที่พัก) และเข้าไปขอดูห้อง จริงๆขอดูไปงั้นล่ะ เพราะยังไงก็มาแบบซำเหมาอยู่แล้ว เน้นที่ราคานอนได้เป็นพอ หลังดูห้องก็โอเค และอยู่ตำแหน่งที่ติดกับแม่น้ำโขงเลย และถามราคา(ที่พัก)กับเขาอีกครั้ง “60พันกีบ” (ุ60,0000 กีบ) ผมเลยลองต่อราคาไป 50,000 กีบ (บอกแล้วต่อไม่เป็น) หนุ่มคนนั้นเดินไปถามเจ้าของอีกที แล้วเดินกลับมาบอกว่าไม่ได้แล้ว คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 220 บาท เอาว่ะ ยังไงก็ถูกกว่าชลบุรี (250 บาท) เลยบอกหนุ่มคนนั้นว่า งั้นก็เอาหลังนี้ล่ะกัน.


ห้องพัก
ห้องพักริมแม่น้ำโขงระเบียงมองเห็นผืนแม่น้ำโขงเต็มตา

เก็บข้าวของเสร็จ ลงไปจ่ายเงิน 60,000 กีบ แล้วออกไปเดินถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย เหนื่อยก็เลยนั่งพัก เลือกตรงที่มี สาวๆฝรั่งอาบน้ำ เล่นน้ำเยอะๆ ไม่นานนัก ขณะเพลินๆอยู่ มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่งคงเพิ่งขึ้นเรือมายังไม่มีที่พัก(แบกเป้รุงรัง) เดินผ่านร้านป้าเจ้าของบ้านพักไป แกร้องทักตามหลังว่า “สบายดี” ชาวญี่ปุ่นหันมามองแต่ก็เดินต่อไป ไม่นานนักชาวญี่ปุ่นก็เดินกลับมา คุยกับป้าเจ้าของที่พักสองสามประโยค แล้วก็เดินจากไป และไล่หลังด้วยเสียงของป้าดังๆว่า “ไปแล้วให้ไปเลย ไม่ต้องย้อนกลับมา” ผมงี้อึ้ง ฮ่าๆๆๆ จะเอาไป(หาโอกาส)ใช้บ้างนะป้า สุดยอดมาก

หายเหนือยกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า ลงเล่นน้ำในแม่น้ำโขงตรงบ้านพักนั่นเอง ตรงนี้มีเรือพายถูกผูกติดกับเสาริมแม่น้ำหลายลำ ขณะที่ลงไปนั่งแช่น้ำอยู่เปียกแค่กางเกง มีนักท่องเที่ยวพายเรือมาแต่ไกลและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหัวเรือภายเฉี่ยวผมไปนิดหน่อย หัวเรือปักกับเนินทราย ริมฝัง “สบายดี” นักท่องเที่ยวคนนั้นทักผม “สบายดี” ผมตอบกลับไปพร้อมยิ้มสยาม ก็ไม่ได้คิดอะไร เขาบอกว่าจะขึ้นไปทำธุระนิดหน่อยจะฝากเรือซักสองนาที ผมยังไม่ทันคิดอะไร เลยบอกไปว่า ได้ ไม่มีปัญหา พอมัน เอ้ย เขาขึ้นไปพ้นริมโขง จึงคิดขึ้นได้ว่า ไอ้บ้าเนี่ยคงคิดว่าเราเป็นคนลาวแน่ๆเลย (หน้าตามันฟ้อง)



แม่น้ำโขง เย็นสบายจริงๆ

อะน่ะ เดินทางมาตั้งไกลหวังมาเป็นนักท่องเที่ยวกลับโดนใช้งานให้เฝ้าเรืออีก ไม่ได้ๆ เดี๋ยวมัน เอ้ย เขามาแล้วต้องคุยกันหน่อย ผมรอ เขา เอ้ย มัน เอ้ย ถูกแล้ว น่าจะสองนาทีแล้ว ผมเลยไม่รอล่ะ ถอดเสื้อลงเล่นน้ำซะเลย เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ที่ได้ลงเล่นน้ำในแม่น้ำโขง และได้รู้อีกอย่างต่อมาว่า เราก็ยังว่ายน้ำได้อยู่ น้ำยังคงความใสอยู่ มีปลาตัวเล็กๆ ว่ายมาชิดใกล้ตอดโน่นนี่ (อย่าคิดมาก) โดยไม่เกรงกลัวคนเลย เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า มันจะมีไอ้เข้ป่าวว้าาาาา แต่ถ้ามีอะไรก็ถือว่าซวยไป เห็นฝรั่งมัน เอ้ย เขาโดดน้ำกันโครมๆ ผมว่ายน้ำอยู่นาน สักพักนักท่องเที่ยวชาวญีปุ่นคนนึงลงมาอาบน้ำไม่ห่างจากผมมากนัก ผู้ชายครับผู้ชาย แต่มันนุ่งผ้าแถบมา บ้าจริงๆ
ไอ้ฝรั่งคนนั้นมาล่ะ คนที่ผมรอคอย บอกสองนาที หายไปเป็นสิบๆนาที ผมสว่างชัดในด้วยหทัยแล้วว่ามันคิดว่าผมเป็นลาว (แม้หน้าตาจะสนับสนุนก็ตามเถอะ) แล้วใช้ให้ผมเฝ้าเรือให้มัน ผมมุดน้ำเข้ามาที่ฝั่งดึงเรือออกจากฝั่ง (แนะยังทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง) เลยถามมัน เฮ้ย เขาไปว่ามาจากไหน มาอยู่กี่วัน มันบอกว่ามาจาก ฟิลแลนด์ มาอยู่สองอาทิตย์ ผมเลยถือโอกาศบอกมันไปว่า ผมมาจากประเทศไทย มันถามต่อว่ามาอยู่กี่วัน ผมบอกว่า สี่วัน พร้อมกับดันท้ายเรือส่งมันออกไปกลางแม่น้ำ มันเงียบไปพักนึง แล้วตะโกนถามผมอีกทีขณะที่อยู่กลางแม่น้ำ ว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวหรอ ผมบอกว่าใช่ มันเลยกลับไปจั้มเรือใหญ่เลย …

อ่านต่อตอนหน้า