ในช่วงที่ผมกำลังรอคอมไพล์โปรแกรม Kaffe JVM สำหรับใช้งานบน SBC TS-7200 ซึ่งค่อนข้างช้าเอาการเลย อันเนื่องมาจากตัวนี้ผมพยายามคอมไพล์ผ่านทาง crosstool บนเครื่องพีซีทั่วไป ซึ่งก็ไม่เป็นผล เลยเสี่ยงดวงเอามาคอมไพล์บนตัว SBC TS-7200 เองเลย และค่อนข้างจะนานมาก ถ้าสำเร็จยังไงจะเอามาบันทึกไว้เตือนความจำอีกที..

สองอาทิตย์ก่อน “ก้อย” เพื่อนที่ทำงานและบ้านอยู่ทางเดียวกันส่งข้อความผ่านmsnมาหา “เฮ้ยแก ช่วงนี้ตามรับตามส่งใครอยู่หรือเปล่า” เอาล่ะสิว่ะเป็นขี้ปากชาวบ้านเขาอีกแล้ว นี่กูตามรับตามส่งใคร แล้วมันผิดป่าวฟ่ะเนี่ย หรือมีใครแอบไปเห็นมาแล้วเอามาซุบซิบ “ก็มีบ้าง แต่ไม่ทุกวันหรอก… มีอะไรหรอ” ผมตอบกลับไปพร้อมรอประโยคต่อไปจากก้อย “หรอว่าจะชวนมานั่งรถกลับบ้านเป็นเพื่อน… ถ้าไปรับไปส่งใครอยู่ก็ไม่เป็นไร” อ้ออย่างนี้นี่เองนึกว่าตัวเองกลายไปเป็นขี้ปากชาวบ้านเข้าอีกแล้ว “เออได้นะ เพราะก็ไม่ได้ถึงกับตามรับตามส่ง วันไหนเลิกงานเวลาไล่เลี่ยกันถึงได้กลับด้วยกัน ได้เดี๋ยวไปนั่งเป็นพื่อน” ผมเข้าใจดีตอนหัดขับรถใหม่ๆ ก็กลัวๆอยากมีเพื่อนมานั่งเป็นเพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีใคร (จนทุกวันนี้) “งั้นขออาทิตย์หนึ่งนะ” ผมตอบโอเค และแล้ว การผจญภัยบนท้องถนนของผมก็เริ่มขึ้น

28 มิถุนายน 2550
หลังจากที่ตกลงกันว่าก้อยจะต้องมารับผมที่ป้ายรถเมล์ตรงทางเข้าวัดสีสุก แต่ก้อยโทรมาแต่เช้าบอกให้ผมนั่งรถเมล์ย้อนไปอีกเพื่อไปดักก้อยแถวๆหน้าบ้านก้อย ตรงสำนักงานเขตบางขุนเทียน ผมนั่งรถเมล์แป็บเดียวก็ถึงที่หมาย เดินข้ามสะพานลอย มองดูรถด้านขาเข้าของ ถนนพระราม2 แล้วอดเหนื่อยใจไม่ได้ เพราะรถเต็มพื้นที่ถนนไปหมด ผมโทรหาก้อยขณะอยู่บนสะพานให้ออกมาเลย ไม่นานก้อยก็มาถึง พร้อม new vios ป้ายแดง ผมบอกก้อยไปก่อนหน้านี้ว่าผมไม่ค่อยถูกกับกลิ่นรถใหม่ หลังรถออกตัว กลิ่นรถใหม่ใหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของผม ผ่านทางรูจมูก ก่อเกิดอาการอยากอ้วกเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป กอปรกับต้องคอยจิกตีนทุกจังหวะประหนึ่งมีเบรกอยู่ตรงตีน ในเวลาที่ new vios ประชิดตูดรถคันหน้า เวลาผ่านไปเท่าไรไม่รู้ ขณะกำลังจะขึ้นทางด่วนก่อนถึงหน้าด่านเก็บเงิน พระราม2 ผมขอเปิดกระจกเจ้า new vios ด้านที่ผมนั่งหน่อยจะอ้วกแล้ว โชคดีที่ไม่อ๊วกออกมา และถ้าอ้วกออกมาก็ยังถือว่าดีอยู่เพราะยังไม่ได้กินอะไรมา – -”

วันนี้เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างนานกว่าปกติแม้จะเป็นถนนเส้นเดียวกัน ผมจะคอยเล่าเรื่องต่างๆบนท้องถนนให้ก้อยฟัง โดยถือว่ามีประสพการณ์มาก่อนพอสมควร ก้อยถามว่ากลัวไหม อืม.. ก็แหงล่ะ อย่างว่าทุกคนเกิดมาไม่ได้ถือพวงมาลัยรถยนต์ออกมาเลยนี่ (ถึงถือมาตอนคลอดจริงก็ใช่ว่ามันจะขับรถเป็นเลยนิ) ก่อนถึงออฟฟิศพบว่าก้อยขับกินซ้ายค่อนข้างมาก ก็บอกก้อยไป เมื่อถึงออฟฟิศ วันนี้เป็นวันดี(มั้ง) มีที่จอดรถ และนี่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดของคนหัดขับรถใหม่ๆ (ผมก็ได้หลายแผลเหมือนกัน) ตอนนี้ก็เช่นกัน ที่จอดรถเหลือที่เดียวแคบๆ ต้องโยกกันหลายรอบ กว่าจะเข้าได้ โดยมีรปภ. มาคอยให้กำลังใจ ซ้ายหน่อย ขวานิด หน้าอีกนิด หลังอีกหน่อย ในที่สุดทริปของเช้านี้ก็จบลง ผมจุกที่ท้องนิดหน่อย (เครียดลงกระเพาะ)

ขากลับถึงจะออกตอนหกโมงเย็น แล้วแต่ก็ยังสว่างอยู่บ้างนิดหน่อย ผมบอกให้ก้อยวิ่งผ่านถนนพระราม6 แล้วไปขึ้นสะพานพระปกเกล้า เข้าวงเวียนใหญ่ จะได้ซ้อมเส้นทางไปด้วย ออกมายังไม่ถึงถนนพระราม6 ด้วยซ้ำขณะที่ง้วนอยู่กับการหาที่เปิดไฟหน้ารถอยู่ กว่าจะเปิดได้ และแล้วก็เกิดเหตการณ์ ไม่คาดฝัน รถคันหน้าแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ตัวใหญ่ อ่ะ! ไม่ใช่ ขณะที่บอกให้ก้อยเปลี่ยนเลนไปทางขวา ไฟเลี้ยวที่ใช้งานได้ตอนนี้กลับนิ่งสนิดไม่หือไม่อือ แถมไฟฉุกเฉินก็ไม่ติด สร้างความแปลกใจให้ผมไม่น้อยและไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นกับรถที่ออกมายังไม่ถึง 3 สัปดาห์ ผมเอื้อมมือไปลองกดดูก็ไม่มีผลได้เกิดขึ้นจริงๆ ผมให้ก้อยเอารถเข้าไปจอดในซอยๆหนึ่งหลังข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ก้อยโทรหาช่าง และ เซลล์ ตอนนี้มืดมากแล้ว คงยากที่จะเข้าศูนย์ หรือแม้แต่อู่ข้างถนนก็ตามเถอะ เลยตัดสินใจว่า ให้ผมเป็นคนขับ แขนขวาของผมเป็นไฟเลี้ยวขวา แขนซ้ายของก้อยเป็นไฟเลี้ยวซ้าย
ทริปกลับในเย็นวันนั้น ผมไม่มีอาการจะอ้วก เพราะเปิดกระจกทั้งสองด้าน และผมได้ทำสถิติหน้าใหม่ “ขับรถโดยไม่ต้องเปิดไฟเลี้ยว” สิริระยะทางได้ เกือบ 25 กิโลเมตร

2 กรกฏาคม 2550
เริ่มต้นของอาทิตย์ใหม่ เดือนใหม่ แต่วันนี้ผมยังต้องนั่งรถเมล์ย้อนไปรอก้อยตรงสำนักงานเขตเหมือนเดิม วันนี้ผมเองก็ยังเกรงๆอยู่บ้าง แต่ที่เกรงและปวดจริงๆก็คือหัวใหล่ทั้งสองข้างรวมไปถึงต้นคอ ซึ่งคงไม่ใช้คอตกหมอนอย่างที่เคยเป็นเพราะตอนนี้หมอนแต่ล่ะอันมีแต่อันบางๆเล็กๆนุ่มๆ หรือว่าไอ้ที่ฝันว่ากำลังนอนหนุนตักพอลล่า แล้วตกตักพอลล่าหรือเปล่าน้าาา เฮ้อ ชีวิต..

3-5 กรกฏาคม 2550
ผมไม่ต้องนั่งรถเมล์ย้อนกลับไปรอก้อยอีกแล้ว แค่ข้ามไปรอที่ฝั่งวัดสีสุกก็พอ อาการเกรงจาก(ก้อยขับ)รถเริ่มน้อยลงแม้จะยังมีอาการกินซ้ายบ้าง แต่อาการของไหล่และต้นคอกลับเพิ่มขึ้นอีก บวกกับงานที่เริ่มจี้ติดตูดมาเรื่อยๆ

6 กรกฏาคม 2550
ไหล่และคอผมมีอาการหนักขึ้น และเย็นวันนี้ วันที่ต่างคนต่างเหนื่อยล้า งานผมไม่คืบหน้าเลย แถมอาการปวดก็ไม่ได้ลดลงเลย จะเหลียวซ้ายแลขวาแต่ล่ะทีก็ต้องหันกันทั้งตัวเลย ก้อยขับรถออกจากออฟฟิศ ลัดเลาะไปในซอยหลังออฟฟิศเพื่อออกสู่ถนนพหลโยธิน อาการกินซ้ายของก้อยก็แผลงฤทธิ์ เมื่อมีมอเตอร์ไซต์จอดอยู่ด้านซ้ายริมทาง ขณะมีรถยนต์สวนมาก้อยขยับมาซ้ายเพื่อหลบรถที่สวนมา กระจก กับกระจกประทะกันเต็มๆ เสียงดังต่อหน้าผม ผมคิดว่าหนักอยู่เหมือนกัน กระจกพับเข้ามา ผมเลื่อนกระจกข้างลง เอามือผลักกระจกออกไป ลักษณะ ไม่น่าเป็นอะไรมาก แต่คิดว่าสีคงถลอก ก่อนขึ้นทางด่วนให้ก้อยจอด ผมลงไปดู น่าแปลกที่มันไม่เป็นอะไรเลย

7-8 กรกฏาคม 2550
ผมไม่ได้ไปไหนเลย อาการปวดยังไม่หาย แม้จะทายาทุกวัน และต้องทำงานตลอด นอนกลางวันเป็นหลักและต้องฝืนอาการปวดทำงานตอนกลางคืน เสาร์อาทิตย์ผ่านไป งานยังเหมือนเดิม ต้องส่งงานวันอังคารนี้

9 กรกฏาคม 2550
ผมได้นอนตอนเช้าหกโมงพอดี หลับไปและสดุ้งตื่นขณะก้อยโทรมา ผมบอกว่าเพิ่งนอนคงยังไม่เข้าออฟฟิศ และกะว่าจะไปหาหมอ จนแล้วจนรอด พยายามจะทำงานให้เสร็จแต่ก็ไม่คืบหน้า หมอก็ไม่ได้ไปหา คืนวันจันทร์ที่ 9 ทำงานดึกเหมือนเคยแต่ก็ยังไม่ไปไหน เหนื่อย ผิดหวังกับตัวเอง พรุ่งนี้ส่งงาน อาการปวดไหล่ยังเท่าเดิม

10 กรกฏาคม 2550
ก้อยโทรมาตอนเกือบแปดโมงเช้า ทำให้ผมตื่น ขณะที่เพิ่งได้นอนตอนตีสี่ บอกก้อยไปว่าไม่เข้าออฟฟิศวันนี้จะลาหาหมอ วันนี้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลบางมด โดยหมาว่าเลย ให้ออกกำลังกายบ้าง และอย่านั่งทำงานนานๆ อาการอย่างนี้ไม่มียาอะไรรักษาได้หรอก พร้อมกับแนะนำให้ผมเล่น แอโรบิค ผมแย้งว่าเป็นวิ่งดีกว่า แอโรบิค คงไม่เหมาะกับผม หลังได้ยาก็กลับมานั่งทำงานต่ออีก กลับถึงบ้านมี 1 สายไม่ได้รับตอนเที่ยงๆ เป็นก้อยเอง โทรกลับไปหาก้อยเกือบสี่โมงเย็น ก้อยไม่รับ เย็นๆก้อยโทรมาเล่าและต่อว่าผม “เพราะเอ แหละไม่มาด้วยวันนี้ถอยชนเลย กระจกซ้ายหายไปเลย” กระจกซ้ายที่ชนกับกระจกข้างของมอเตอร์ใซต์วันนั้นนั่นเอง ผมคิดว่าวันนั้นคงซ้อมและวันนี้เอาจริง ผมเลยอดได้ตื่นเต้นด้วยเลย แต่อย่างว่าขับรถต้องทำใจ(เย็นๆ) เรื่องเฉี่ยวเรื่องชน มันต้องมีบ้าง อย่าถึงกับโมโห เสียใจ หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงขนาดที่ขับปีนฟุตบาทไปไล่เหยียบใครก็พอ

ตอนนี้อาการปวดก็ยังมีอยู่ แม้ลดน้อยลงบ้างแล้ว แต่งานก็ยังไม่เสร็จ แม้จะเลยกำหนดส่งแล้วก็ตาม เฮ้อ.. ตายแน่ๆกู

Bookmark and Share