Sun 20 Jan 2008
หายไปนานเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ช่วงนี้เข้าๆออกๆโรงพยาบาบ จะว่าไป ผมเองก็ไม่ถือว่าเป็นคนอ่อนแอ(ร่างกาย)เท่าไร ถึงจะดูผอมไปบ้างจากส่วนสูง 175 ซม. น้ำหนัก 55 กิโลฯ ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาสองค่านี้ไม่เคยเปรียนแปลงเลย น้ำหนักนั้นแกว่งไม่เกินบวกครึ่งกิโลฯ โรงพยาบาลนั้ตั่งแต่เกิดมาเข้าหนักๆจริงๆสองอาการคือ รถคว่ำ(ยังไงก็ต้องเข้า) ตอนปี 2525 ครั้งนั้นผมต้องสูญเสียอานวยไป ผมเองแค่ถลอกปอกเปิก ทายาแล้วตื่นเช้ามาแตะบอลต่อได้ อีกครั้งตอนเด็ก น่าจะซักประถมปีที่ 5 ให้แม่พาไปหาหมอเกี่ยวกับระบบหายใจ ตอนนั้นหมอให้ยาขยายปอดมา เนื่องจากปวดเล็ก และหอบง่าย
ดูจากประวัติผมก็ไม่ได้เป็นคนขี้โรคอะไร แต่ทำไมผมถึงต้องเพิ่ม Categories หัวข้อเรื่อง “สุขภาพ” ขึ้นมาในบล็อกแห่งนี้ของผมด้วยล่ะ ทั้งๆที่ปกติ ก็ไม่เคยพูดถึง ออกจะมีแต่เรื่อง คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ท่องเที่ยว แล้ววันนี้คิดแผลงๆอะไรถึงอยากเขียนเรื่องสุขภาพ การที่ผมเขียนๆอะไรลงไปในบล็อกนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่ศึกษาค้นคว้ามา ก็ด้วยความอยากรู้ จะว่าไป ผมรู้จัก ส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ มากกว่า ร่างกายผมเองเสียด้วยซ้ำไป และที่ต้องเริ่มเขียนเรื่อง สุขภาพแล้ว ก็เพราะ…
จุดเริ่มของอาการ
ผมไม่ได้ตรวจสุขภาพประจำปี ต่อเนื่องกันมาประมาณสามปีแล้วเห็นจะได้ และครั้งล่าสุดนั้นคือวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ที่ตรวจก็เพราะเป็นการตรวจประจำปีของบริษัท (สามปีก่อนไม่มี และก็ไม่คิดว่าจะไปตรวจเอง) ผลที่ได้จากการตรวจครั้งนั้น มีความผิดปกติดังนี้
ความดันโลหิต (Blood Pressure) 130/90
น้ำหนัก 58.9 กิโลฯ
ปัสสาวะ (Urine Exam)
มีเม็ดเลือดขาว 10 (คนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0-2)
เม็ดเลือดแดง 100 (คนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0-2)
โคเลสเตอรอล (Cholesterol) สูงถึง 283 (ปกติควรต่ำกว่า 200)
ระดับกรดยูริคในเลือด (Uric Acid) 7.7 (คนปกติประมาณ 2.6-7.2)
ผมขอให้หมอตรวจหา ชื้อไวรัสบี ด้วยเพราะผมกลัวว่าจะติดมาถึงผมทางพันธุกรรม แต่ก็ไม่เจอ อ้อ.ที่ตลกคือผมขอให้ตรวจหากรุ๊ปเลือด้วยอันเนื่องมาจาก ก่อนนั้นผมเคยตรวจมาแล้วสองครั้ง แต่ผลที่ได้ไม่ตรงกัน ครั้งแรกอายุ 13 ปี เป็นกรุ๊ป B กับตอนบริจาคเลือดอายุ 17 ปี เป็นกรุ๊ป AB และได้เก็บความสงสัยนั้นไว้จนถึงตอนตรวจครั้งล่าสุดนี้ และแน่นอนแล้วว่าเป็น”กรุ๊ป B”(เข้าใจว่าผลการตรวจคงผิดพลาดบางอย่าง)
นอกจากที่ว่ามานอกนั้นปกติดี สรุปและข้อเสนอแนะ จากผลการตรวจบอกไว้ว่า
อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้น เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil สูงกว่าปกติ อาจเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีพยาธิ ควรตรวจอุจจาระเพิ่ม ผมต้องลดอาหารประเภทสัตว์ปีก หนังสัตว์ เครื่องใน ลดอาหารที่มีไขมันสูง, ออกกำลังกาย, ดื่มน้ำมากๆ และควรตรวจปัสสาวะซ้ำ
ไม่มีปัจจัย ไม่มีเหตุ
จากผลตรวจยังแอบดีใจเรื่องน้ำหนักอยู่มากมาย ที่มันขึ้นไปตั้งหลายกิโลฯ เรื่องอื่นๆก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากความคุมอาหารมัน เพื่อลดโคเลสเตอรอล กับดื่มน้ำมากๆ วิถีชีวิตอื่นๆ ก็ยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนอนดึก ดื่มเบียร์ไปนั่งทำงานไป (อันนี้แทบจะเรียกว่าทำวัดเย็นได้เลย วันล่ะ2ขวด) หรือบางวันก็มีสังสรรค์ข้างนอกบ้างแต่ไม่บ่อย ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร จนช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว(2550) มันเริ่มจากที่รู้สึกว่าเวลานอนดึกแล้วเช้าๆจะตื่นไม่ไหว ทำให้ไปทำงานสายบ่อยมาก อีกอย่างผมจะนอนเร็วไม่ได้ เพราะถ้านอนเร็วช่วง สามทุ่ม-สี่ทุ่ม จะตื่นตอนตีสอง-ตีสี่ แล้วจะนอนไม่หลับอีกจนเช้า เวลาที่นอนจริงๆจึงไปอยู่ที่ประมาณตีหนึ่ง-ตีสอง และรู้สึกว่าปวดเมื่อยตามแขน ข้อสอก ปลายนิ้วมือชา เวลานอน และตอนตื่น ปวดจนทนไม่ไหว
วันที่ 7 ตุลาคม 2007 ผมได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลบางมด หมอก็ให้ยาทา neotica balm(20กรัม)มาทา และขอพาดพิงถึงคุณหมอเจ้าของคนไข้หน่อยล่ะกัน แทนที่จะตรวจหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วย แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยอคติ คิดว่าคนที่มาด้วยอาการปวดเมื่อยคือคนที่ไม่อยากไปทำงานและมาเพื่อขอใบรับรองแพทย์ วันนั้นโดนหมอสอนจริยธรรมมานิดหน่อยก็ยังงงๆว่ามันเกี่ยวอะไรกับอาการป่วยของตูว่ะ กลับมานอนทายาอยู่หลายวันก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเท่าไร ทั้งยังมีอาการปวดหัวรุนแรงตอนเช้าด้วยในบางวัน หนักเข้าก็ต้องพึ่ง นูโรเฟน 400 แก้ปวด จนในเดือนถัดมา ได้ไปหาหมอที่บางมดอีก ด้วยอาการเดิม และ ที่ร้ายกว่านั้น เจอหมอคนเดิม ผมติดยาที่หมดเคยให้ไปเมื่อครั้งก่อนด้วย เผื่อจะช่วยในการวินัจฉัย แต่เปล่าเลย คุณหมอคนเดิมคนนี้พอเห็นประวัติผม และอาการป่วยที่ผมมาในวันนี้ คุณหมอก็ถามว่าปวดแขนข้างไหน ข้างขวา ผมตอบ คุณหมอก็ให้ยกแขน แล้วคุณหมอก็บอกว่าคุณก็ยกได้ปกติ มันเจ็บตรงไหน มันปวดตรงไหน คุณคิดไปเองหรือเปล่า วิตกมากไปหรือเปล่า ร่างกายเวลาใช้งานมันก็ต้องเจ็บบ้างปวดบ้างเป็นธรรมดา ยิ่งคุณอายุเท่านี้ ให้ออกกำลังกายบ้าง ผมอายุมากกว่าคุณเป็นสิบปี ผมก็มีปวดมีเจ็บบ้าง ผมก็ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ปวดเมื่อย ก็พักผ่อน อะไรๆก็จะพึ่งแต่ยา มันไม่ดีหรอก คุณหมอคงเก็บกด หรือไม่ก็อารมณ์ตุ๊ดกำเริบ ผมเองก็พยายามบอกว่ามันเป็นมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว มันยังไม่หายเลยมันน่าจะมีสาเหตุ คุณหมอก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากว่าผมวิตกมากไปเอง ปวดเมื่อยเป็นธรรมดา ให้ออกกำลังกายบ้าง ก่อนจะส่งสัญญาณบอกหมอให้เรียกคนต่อไปเข้ามา และถามผมว่า เอาใบรับรองแพทย์ด้วยหรือเปล่า ผมตอบไปว่า เอาด้วย ไอ้คุณหมอก็ “สบท” ออกมาว่านั่นแหละ คุณก็ต้องการแค่นี้แหละ คนไทยก็เป็นอย่างนี้เมื่อไรจะเจริญ บริษัทจะเป็นยังไงถ้าพนักงานเป็นอย่างนี้บ่อยๆ สรุปว่า ไอ้คุณหมอมันหาว่าผมมาขอใบรับรองแพทย์เพื่อประกอบการลาหยุดงานของผม ไม่มียา ไม่มีคำแนะนำ ได้แต่ใบรับรองแพทย์ ผมขับรถกลับบ้านยังใคร่ควรถึงคำพูดของหมอที่ยังดังก้องอยู่ในหู ความรู้สึกอาจจะช้าไปมาก ถ้าเป็นบางคน หมออาจเลือดกลบปากไปแล้ว ผมรู้สึกเสียใจและแค้น น้ำตาไหลเลยล่ะ
เหตุการณ์วันนั้นผมว่าจะเปลี่ยนประกันสังคม แต่ก็คิดว่าช่วงนี้คงไม่เป็นอะไรรอเปลี่ยนตอนสิ้นปีดีกว่า
20 พฤษจิกายน 2550 ผมเข้านอนปกติประมาณตีหนึ่ง ขณะที่หลับอยู่ ก็ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก ในปากมีรสชาดแปลกๆยังไม่ได้คิดเลยว่าเป็นรสชาดของเลือด และมีอะไรสักอย่างเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยทั้งดึกและง่วงมาก เลยคว้าเอาทิชชู่มาเช็ดออก แล้วนอนต่อ หลับไปพักนึงต้องสดุ้งและรู้สึกตัวว่ามีน้ำไหลออกมาทางปาก ผมลุกเดินเข้าห้องน้ำ บ้วนสิ่งที่อยุ่ในปากออกมา คราวนี้แน่ใจแล้วว่ามันคือ “เลือดสดๆ” เต็มปากเลย บ้วนปากออกก็ยังออกมาไม่หยุดเลย ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก และง่วงมาก เป็นไงเป็นกัน ผมจัดการเอาทิชชู่ อัดเข้าไปตรงที่คิดว่าเลือดออกคือระหว่างฟันกรามด้านบนซี่ที่สองฝั่งซ้าย แล้วนอนต่อ ด้วยความง่วงเลยหลับไป ตีห้าตื่นขึ้นมาอีกที ทั้งเลือดทั้งทิชชู่รวมกันเป็นก้อนแข็งเต็มปาก ต้องเข้าห้องน้ำเอาออกอย่างทุลักทุเล และไปถึงโรงบาลก่อนหกโมงเช้า ซึ่งเลือดยังไหลอยู่ตลอดทาง
พยาบาล ชั่งน้ำหนัก และ วัดความดันไปตามเรื่อง น้ำหนักลดลงนิดหน่อยจากชั่งครั้งหลังสุดเหลือ 58 กิโลฯ เนื่องจากหมอเวร(โรคเลือด)ยังไม่มาผมต้องนั่งรอก่อน และต้องคอยบ้วนเลือดในปากออกเป็นระยะๆ เวรจริงๆ เลือดยิ่งน้อยๆอยู่ ขณะรอหมอก็ได้แต่ทำใจเย็นๆ และสังเกตว่าเช้าๆเนี่ยโรงพยาบาลก็เงียบสงบดีเหมือนกัน ไม่นานคุณหมอมา และหลังจากสอบถามอาการ ก็ได้ให้ผมกัดผ้าก๊อสชุบอะดรีนาลีน (Adrenaline)ไม่นานก็ได้ผล เลือดเริ่มหยุด หมอได้ให้เจาะเลือดไปสองหลอด เพื่อวัดหาค่าบ่งชี้การห้ามเลือดเมื่อมีแผล สายๆเลือดหยุดไหล หมอนัดให้มาพบอีกในเช้าวันรุ่งขึ้น จึงกลับมาพักที่บ้านโทรลาหยุดงานไปอีกหนึ่งวัน แต่ไม่ได้ขอใบรับรองแพทย์ (ยังเซ็งไม่หาย) กลับมาถึงบ้านนั่งๆนอนกินเลือดที่ไหลซึมออกมาไม่ขาดเป็นระยะๆแต่ไม่มาก กินข้าวได้บ้าง พอตกเย็น เลือดเริ่มทะลักออกมาอีก เลยตัดสินใจถือใบนัดของหมอ(ที่นัดในเช้าวันรุ่งขึ้น)ไปโรงพยาบาลในเย็นวันนั้น คราวนี้หนักมากไหลไม่หยุดเลย พยาบาลเจาะเลือดไปอีกสองหลอด ผลตรวจเลือดปกติ มีการทดสอบเจาะเลือดที่หู เพื่อดูระยะเวลาการหยุดไหลของเลือดก็ได้ค่าเวลาปกติ เย็นวันนั้นเป็นหมอผู้ชายอีกคน ได้มาตรวจ และบอกว่าเลือดไหลออกมาที่ซอกฟันกรามซี่ที่สองด้านบนข้างซ้าย คงต้องให้หมอฟันตรวจต่อในตอนเช้า
นี่ก็เท่ากับว่าไม่มีใครทำอะไรให้ผมได้เลยสิ แล้วเลือดก็ไม่หยุดไหล ผมเริ่มตาลาย ซีด พยาบาลเดินผ่านไปผ่านมา ไม่มีใครมีคำตอบอะไรให้เลย นอกจากรอยยิ้มที่ซ่อนความกังวลใจกับอาการของผม ผ้าก๊อสชุบอะดลีนาลีน ชุดที่สอง ถูกผมบ้วนทิ้งในห้องน้ำไปพร้อมๆกับเลือด เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว จากเย็นถึงดึก ผมต้องเดินระหว่างที่นั่งพักกับห้องน้ำไปมาเพื่อรอหมอเรียก จนสุดท้ายผมต้องนอนโรงพยาบาลในคืนนั้น..
ค่อยต่อตอนต่อไป..
January 20th, 2008 at 9:07 pm
ท่าจะยาวแฮะ เรื่องนี้ ยังไงเรื่องจิตใจก็สำคัญ เข้มแข็งไว้เพื่อน
January 21st, 2008 at 4:18 am
เป็นห่วงนเะธอ
เลือดกรุ๊ปเดียวกับเราเลย
อี๋….เลียนแบบ
January 21st, 2008 at 11:37 pm
เจอแบบนี้ เปลี่ยนหมอดีกว่าค่ะ
หมอก็บ้าเป็นเหมือนกัน
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจหมอ
เคยเจอหมอฟันซาดิสท์ ที่รพ.ธนบุรี1 มาแล้ว ระวังกันด้วยเน้อ
^
^
ปล.อย่าไล่เค้านะ
January 22nd, 2008 at 10:50 pm
อาคม : อยากให้มันยาวๆเหมือนกันล่ะ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกันไปนานๆ
จี้ : เลือดกรุ๊ปเดียวกับเราเลยหรอ งั้นดีเลย ถ้าวันไหนเลือดเราไม่พอใช้จะตามตัวนะ อย่าหนีล่ะเธอ
เพื่อนตุ้ม : จริงๆก็เปลี่ยนทั้งหมอและโรงพบาบาลแล้วครับ พอดีเพิ่งเริ่มเขียน
พรุ่งนี้แล้วก็จะเป็นโรงพยาบาลที่สามแล้วที่จะเข้า ผ่านอะไรมา มีแรงเดี๋ยวทะยอยๆเอามาเล่าให้ฟัง อาจจะมีประโยชน์กับคนอื่น หรือ คนรู้จักของเพื่อนๆบ้าง
ออกมาแล้วมาเล่าต่อ อิอิ.