August 2008


มีหลายๆคนเคยถามมาว่า “ใช้ endian ทำไฟร์วอลล์ต้องใช้สเปกเครื่องคอมพิวเตอร์เท่าไรดี ? “  ผู้ถามก็มักจะได้คำตอบจากผมไปว่า “แล้วแต่มีเครื่องว่างๆไม่ได้ใช้งานเป็นใช้ได้” เหอๆ ความจริงแล้วขั้นต่ำสำหรับ 5 - 25 คนใช้ สเปกก็ควรจะอยู่ที่ CPU >= 1000 Mhz, RAM 512 Mb ถ้าผู้ใช้มีมากขึ้นสเปกก็ต้องสูงขึ้นตาม

วันนี้ผมเลยเอาภาพกราฟ การใช้งานของระบบในสองสภาวะ มาให้ดู นั่นคือ

1 สภาวะที่บ้านผม Server spac ดังนี้

CPU : model name      : Intel(R) Celeron(TM) CPU                1100MHz
stepping        : 1
cpu MHz         : 1102.534
cache size      : 256 KB
bogomips        : 2206.31
RAM : 512804 kB
ผู้ใช้ : 25 เครื่อง

จากรูปข้างบนเป็นระบบที่บ้านผม การใช้งานก็ถือว่าดีนะครับ และถ้าดูจากกราฟก็ถือว่าลงตัว มีการใช้งาน Swap นิดหน่อย อันเนื่องมาจาก RAM ขนาด 512 Mb ที่ติดตั้งอยู่นั้น พอดิบพอดีเลยเชียว ส่วนการทำงานก็ CPU ก็กำลังดีเลย

(more…)

Endian Firewall Community release 2.2 ที่ออกมามีfeatureเพิ่มขึ้นมามากพอควร หนึ่งในนั้นที่เป็นที่นิยมชมชอบของผมคือ multi wan port และได้นำไปประยุคใช้งานบ้างแล้ว แต่ก็ติดนิดนึงตรงที่ว่า การทำ ddns หรือ dynamic dns นั้นสามารถทำได้แค่ wan แรกเท่่านั้น ถึงแม้ตอนนี้มีการแก้บักมาถึง rc.2 แล้ว และมีการพูดถึงเรื่องนี้บ้างและแอบเห็นว่ามีการแก้ปัญหาบ้างแล้ว เช่นบักที่ 0000979 แต่ที่จะเขียนนี่เอาเป็นวิธีของผมเอง

wan1 หรือ main uplink นั้นสามารถคอนฟิกได้ปกติอยู่แล้ว จึงเขียนถึง wan2 โดยการเตรียมการดังต่อไปนี้

ผมใช้วิธีการเชื่อมต่อผ่าน PPPOE โดยมีชื่อ interface เป็น ppp1

ใช้โปรแกรมอัพเดท ddns ชื่อ ddclient ver. 3.7.3 ดาวน์โหลด

และก็ต้องมีการใช้งาน ddns จาก dyndns.com ด้วยนะครับ

เริ่มจาก
(more…)

ผมพยายามนึกถึงเอสเพรสโซแก้วแรกของผมอยู่พักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังนึกไม่ออกเสียที ก็เป็นซะอย่างนี้แหละความทรงจำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ ผมมานั่งรอเธอพักใหญ่แล้ว ผมไม่ได้คุยกับเธอมานานแสนนาน นับจากวันที่เราพยายามห่างๆกัน นานเหมือนกันนะ จะสามปีหรือสามปีกว่าๆแล้วมั้ง แม้ไม่ได้คุยกันเลยแต่ก็ยังพอรู้กันและกันว่าเรายังห่วงใยกันอยู่บ้าง จากการที่เรา(เธอกับผม) หากได้เดินทางไปไหนต่อไหน มักจะส่งโปสการ์ดคุยกันบ่อยๆ บางทีการได้ระบายหรือเขียนอะไรออกไปทางเดียวโดยไม่มีการตอบโต้ อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเราอยู่ได้นานกว่าที่เจอกันทุกวัน(หาเรื่อง)ทะเลาะกันทุกวัน “จิตตก

ริมคลองระบายน้ำข้างถนนวิภาวดี-รังสิตที่เดิม ที่ๆผมชอบมานั่งจิบเบียร์ ดูเงาจันทร์ที่ทาทาบกับผืนผิวน้ำคลำ พระจันทร์ในนั้นสั่นไหวจากการไหลเอื่อยของสายน้ำในคลอง ยุงฝูงเล็กๆบินวนน่ารำคาญ บ้างเผลอตบหน้าตัวเองไปหลายที “ไอ้ยุงบ้า” ด่ามันไปงั้น เพราะความจริงไม่รู้คนหรือยุงที่บ้า ถ้าไม่มานั่งชื่นชมกับบรรยากาศ ริมคลองน้ำเน่าอย่างนี้ ก็คงไม่มียุงมากวนใจ

หมอเปิดช่องให้กินเบียร์ได้บ้าง เนื่องจากคุณหมอคงคิดว่า คนอย่างผมคงไม่ตายเพราะกินเบียร์ แต่กลัวว่าจะตายเพราะไม่ได้กิน - -” นั่งละเอียดน้ำเบียร์สุขใจชมน้ำเสียที่เคยใสไหลเอื่อยๆ ยกโทรศัพท์เอามาดูเวลา จะสองทุ่มแล้ว เธอยังไม่มา “เหมือนเรานัดกันตอนทุ่มนึง” ผมคุยกับยุงตัวหนึ่งที่บินไปมาบนพื้นโต๊ะ ก่อนตบเพี๊ยะโดยไม่รอคำตอบไม่นานเธอโทรมาอิดออด ต่อว่ามาถึงแล้วไม่โทรหา ผมก็บอกไปว่าไม่เป็นไร คือเข้าใจไปเองว่านัดกันผ่าน msn ไปแล้วว่าทุ่มนึง ก็ไม่เป็นไร

ก็ไม่เป็นไร ชีวิตเหมือนนิยาย นิยายก็อาจจะมาจากชีวิตจริงก็ได้ ที่อยากเจอเธอ ไม่ได้เพราะอะไร การจบลงบางทีก็ดีที่สุดแล้ว ผมอ่านหนังสือของ วิสิทธิ์ โพธิวัฒน์ เรื่องที่เขียนถึงอยู่นี้ “The Espresso กลิ่นเวลาและคราบกาแฟ” นอกจากลีลาสำนวนที่เย้ายวนชวนอ่าน ไม่เว้นแต่ล่ะบรรทัด เนื้อเรื่องตัดสลับฉากย้อนไปย้อนมาคล้ายบทหนัง อ่านสนุกชวนติดตามอย่างระทึก งานเขียนเล่มนี้ของ วิสิทธิ์ เล่มนี้มีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ อาจารี อาจารีที่ทำให้ทุกครั้งที่ผมตื่นจะต้องสั่นหัวแรงๆหลายๆครั้ง เพื่อใตร่ตรองว่า อาจารีไม่มีตัวตนอยู่จริง มันคงเป็นเรื่องบังเอิญอย่างร้ายกาจที่ อาจารี ในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่ผมรู้จัก หรือคนที่ผมกำลังนั่งรอ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงเธอไม่เว้นแต่ล่ะบรรทัด อยากให้เธอได้อ่านเล่มนี้ ถึงแม้มันจะจบแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ไม่ต่างจากการได้คบกันของสองเรา แต่อยากให้เธอได้อ่านเล่มนี้จริงๆ หนังสือที่วางอยู่ต่อหน้าผมนี้ที่ผมตั้งใจเอามาให้เธอเอาไปอ่าน

ผมวางโทรศัพท์มือถือลงบนหนังสือเล่มนี้เบาๆ สบัดหัวไปมาดึงความรู้สึกที่กำลังตกในห้วงลึกกลับมา ฝูงยุง(อาจจะฝูงเดิมเมื่อสักครู่นี้) บินไปมา น่ารำคาญ ริมคลองน้ำไหลเอื่อย ละเลียดเบียร์แก้วสุดท้ายก่อนจะกลับ และยังไม่สามารถจำได้ว่า เอสเพรสโซแก้วแรกของผมคือตอนไหน