Thu 2 Oct 2008
หลังจากออกจากโรงพยาบาลมาใช้ชีวิตปกติ ดูอะไรๆก็แปลกๆไป (ทางด้านร่างกาย) เริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แต่ก็ยังไปทำงานได้เหมือนเดิม วันที่ 27 พฤศจิกายน 2007 ผมพยายามตื่นแต่เช้า ถีบตัวเด้งขึ้นจากที่นอน หวังจะไปทำงานให้เร็วหน่อย หลังจากที่ช่วงนี้ขาดลามาสายเสียจนจะเป็นแบบอย่างให้คนอื่นเขาอยู่แล้ว อาบน้ำอาบทา ทาแป้งหวีผม ส่องกระจก แล้วแอบอมยิ้มในใจ “หล่อฉิบหาย” เสียงของตัวชมตัวเอง เป็นอย่างนี้ทุกเช้า “อุ๊ย” ขณะหวีผมลงตรงท้ายทอย หวีอาจจะไปโดนแผลอะไรเข้าสักแห่ง แต่ผมก็”มิได้นำพา” เก็บหวีเข้าที่ ถือกระเป๋าโน็ตบุคออกจากคอนโดโดยเร็ว
เลือดออกแต่เช้าเลยตู
เช้านี้อากาศสดใสเสียจริง รถก็ไม่ติด เวลาในการเดินทางก็น้อย ถึงที่ทำงานก็ไม่อารมณ์เสีย ทำงานก็ได้เยอะ ผมวาดแผนของวันนี้ จิตใจลอยล่องไปถึงโต๊ะทำงานที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมันเท่าไรในช่วงนี้ ทันใดนั้นสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ขณะที่ผมเดิมมาถึงรถที่จอดอยู่หน้าตึก เอามือขวาล้วงกุญแจในกระเป๋ากางเกง ออกมา กดรีโมท ประตูไม่ล๊อคแล้ว มือขวาข้างเดิมเอื้อมไปที่ประตูรถเพื่อเปิดมันออก ก่อนที่จะเปิดผมรู้สึกเหมือนมีคนเดินตามมา กำลังจะหันกลับไปดูแต่ไม่ทันแล้ว ข้างหลังผมนั้นคือ “พี่ฟ้า” ยืนทำหน้าเหมือนเห็นผี ทั้งๆที่ต่อหน้าพี่ฟ้านั้นคือคนที่มันแอบชมตัวมันเองหน้ากระจกทุกวันว่า “หล่อฉิบหาย” ทำให้ผมสงสัยในสีหน้าของพี่ฟ้า ทันทีพี่ฟ้าก็ตอบข้อสงสัยที่ผมไม่ได้ถาม “เอ.. เลือดเต็มหลังเลย” ใจหนึ่งผมยังคิดว่าพี่ฟ้าอำ แต่สีหน้าแกไม่คลายความสงสัยและเป็นห่วงลงเลย ทำให้ผมคลายยิ้ม ความสงสัยนั้นอยู่ที่หลังผมนะเอง ยังสงสัยอยู่เลยว่าเลือดจะมาจากไหน มีใครมาแอบตีหัวก็ปล่าว เอามือไปคลำๆดู ให้ตายเถอะ มือนั้นชุ่มไปด้วยสิ่งที่ผมเริ่มคิดแล้วว่าเป็นเลือดที่พี่ฟ้าไม่ได้หลอกผม มือที่เปื้อนเลือดสั่นระริก พาลทำอะไรไม่ถูกคิดไม่ออกว่าเลือดมาจากไหน ใครเอาค้อนมาฟาด คนถูกตีหัวแรงๆ เขาเป็นอย่างนี้หรือเปล่า พอโดนฟาดแล้วก็จะยังไม่รู้สึกชั่วระยะหนึ่ง อย่างนั้นหรอ เพื่อคลายความสงสัยว่า ผมไม่ได้โดนไม้หน้าสาม จัดการละเลงหัวตัวเองหาแผลที่ทำให้เลือดออกก็ไม่มีที่ๆรู้สึกว่าจะเจ็บเลย
โต๊ะทำงานของตัวเองที่กลายเป็นห้องตรวจของคุณหมอ
พี่ฟ้าหากระดาษชำระมาเช็ดเลือดให้ไม่รู้สึกเจ็บเลย เลือดใหลเป็นลิ่มๆเต็มหลังติดคอเสื้อเต็มไปหมด ภาพโต๊ะทำงานผมหายไป ภาพโรงพยาบาลบางมดลอยเด่น “ไม่ๆ” บอกตัวเองว่า ไม่ไม่ไปแล้วบางมด ลองเปลี่ยนที่ไหม่ดูลองไป “นครธน” ล่ะกัน พี่ฟ้าบอกว่าเป็นแผลเล็กๆเอง เลือดหมดแล้วผมของคุณพี่ฟ้า เข้าไปสตาร์ทรถมุ่งสู่โรงพยาบาลอีกครั้ง
นครธน เช้านี้คนบางตา ผมเข้าตรวจที่ชั้นล่าง แผนกผู้ป่วยนอก แผนกโรคเืลือด เจาะเลือดอีกตามเคย หลังจากดูผลเลือดแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ คือไม่ได้เป็นเลือด ผลตรงกันกับโรงพยาบาลบางมด หลังจากนั้นคุณหมอก็วิเคราะห์ไปต่างๆนาๆ ให้ผมฟัง “อาจเกิดจากไอ้โน่น ทำให้ใอ้นี่ แล้วสิ่งนั้นเสื่อมลง สิ่งนี้จึงเสียหายตาม (ปล. ไอ้โน่น ไอ้นี่ สิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นภาษาอังกฤษหมดเลยครับ ผมล่ะเซ็ง เรียนก็น้อย แถมไม่ตั้งใจ แต่ไม่สบายกลับเป็นโรคยากๆอีก กลุ้ม - -”) เพราะฉะนั้น… ” คุณหมอทิ้งช่วง ผมจ้องหน้าหมอ ไม่ได้หาเรื่อง แค่ทำอะไรไม่ถูกอยากรู้ว่าหมอจะให้ทำอะไรต่อ “หมอขอเจาะเลือด และ ปัสสะวะ เพื่อตรวจเพิ่มนะ” เครียดจะลงกระเพาะ หลายวันมานี่ผมหมดเลือดไปเป็นลิตรแล้วนะเนี่ย แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธ แค่ “ครับ” เบาๆ
การรอที่กดดัน
เนื่องจากเป็นเวลาที่ที่ทำงานเริ่มทำงานได้พักใหญ่แล้วผมเลยโทรไปขอลาเพิ่มอีกวัน ขณะนั่งรอผลตรวจเลือดอีก ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ เป็นครึ่งชั่วโมงที่ความคิดมันสับสนวุ่นวายไปหมด นี่เราเป็นอะไร? ถ้าเราเป็นไอ้นั่น? หรือถ้าเราเป็นไอ้นี่? อย่างที่หมอว่า เราจะเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง ไม่ทำอะไรบ้าง โอยย… มีแต่คำถามเต็มหัว ไม่เคยมีคำตอบออกมาเลย ครึ่งชั่วโมงที่ยาวนานของผมหมดลง ไม่แปลกหรอก ต่อให้เป็น 10 ปี ก็หมดลงได้เหมือนกัน ผมเดินเข้าห้องตรวจห้องเดิม ตามเสียงเรียกของพยาบาล(คนสวย) คุณหมอนั่งขยับแว่นดูผลตรวจให้ถนัดเพื่อเมื่อสิ่งที่พูดออกไปแล้วจะได้ไม่ต้องมาแก้ทีหลัง มันทำใจลำบาก หมอดูอยู่นาน ก่อนล่ะสายตาจากกระดาษผลตรวจนั้น มาสบตาที่ผม “ผลเป็นไงบ้างครับหมด” ผมถามหมดไปเพื่อให้หมอลดความอืดอัด บางทีหมอก็ไม่อยากบอกหรือพูดอะไรที่คนฟังไม่อยากฟังผมเข้าใจ แต่ยังไงผมก็ต้องรู้ ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง ครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานั้น มันทำให้ผมได้คิดถึงอะไรหลายๆอย่างจริงๆ หน้าหมอไม่ได้ลดความกังวลลง ก่อนที่จะเริ่มอธิบายตัวเลขและศัพท์แสงทางการแพทย์มากมายในกระดาษ ให้กลายเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายให้ผมฟัง “คุณอาจจะมีปัญหาที่การทำงานของไต” หูผมไม่ได้ฝาดไป “ไต” ผมเผลอสะกดคำนี้ออกมา โดยคิดไม่ถึงว่าจะต้องมีปัญหากับไต เพราะคิดไปว่าถ้ามีอะไรกับอวัยวะของตัวเองมันก็คงจะตับนี่แหละ และถ้าเป็นตับจะไม่เสียใจเลย แหม.. ก็ใช้มันซะขนาดนั้นอ่ะนะ “ครับ จากผลตรวจปัสสะวะ มีค่าของ Creatinine และ BUN สูงเกินปกติ บ่งบอกถึงการทำงานของไตที่เสื่อมการทำงานลง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นประเภทหรือชนิดไหน ยังไงแล้วจะส่งให้หมอโรคไตตรวจวินิจฉัยต่ออีกที” หมอก็เงียบ ผมก็เงียบ “ขอให้โชคดีนะครับ”
November 5th, 2008 at 3:00 pm
พี่เอ น่าสงสารจังเลยนะค่ะ…น่าเห็นใจมาก ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
November 5th, 2008 at 5:25 pm
ดีใจที่เห็นน้องเอเข้ามาที่บล็อกนี้บ้าง ขอบใจมากที่เป็นกำลังใจให้ (กำลังต้องการด่วน) ไม่ได้เจอกันนาน หวังว่าปลายปีนี้คงจะมีสักงานนะ ที่จะได้เจอกัน ฝากสวัสดีคนข้างๆด้วย