December 2008
Monthly Archive
Wed 31 Dec 2008
Posted by เอเองครับ under
อ่านหนังสือ[3] Comments
ไม่รู้ผมมัวไปอยุ่ที่ไหน ถึงยอมให้หนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ลอยนวลพิมพ์อยู่ได้ถึงครั้งที่ 54 แล้ว โดยที่ยังไม่ได้อ่าน จะว่าไปจำนวนพิมพ์ครั้งที่ 54 ก็ยังน้อยกว่า ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85 (ฮา)
โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนังสือประเภท บริหารชีวิตจิตใจ อะไรทำนองนี้เท่าไร เพราะคิดว่ามันคงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก คิดว่าอะไรๆมันก็อยู่ที่ใจเราเราเป็นคนกำหนด ใครจะมาสั่งเราถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ ถึงถูกแต่ไม่ชอบก็ไม่ทำ ยิ่งเป็นหนังสือด้วยแล้วมันจะดีได้แค่ไหนเชียว
ผมหยิบหนังสือเล่มนี้มาดู เนื่องจากคุ้นๆเพราะมันมีโฆษณาในโรงหนังของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ที่เอาเรื่องราวของคนสามคนรวมถึงคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ มาเล่าเรื่องการใช้ชีวิตแบบพอเพียงบนหนทางของความพอดี เลยลองอ่านดู และได้รับรู้ถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ที่ซ่อนอยู่ข้างใน จึงหยิบติดมือกลับมาอ่านต่อ(จ่ายตังค์แล้ว)
หนังสือเข็มทิศชีวิตแม้จะเป็นหนังสือที่ไม่หนามาก เพียง 203 หน้าเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นหนังสือที่มีแง่คิดการใช้ชีวิตที่ดีมากๆยังสอดแทรกหลักธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย บางบทอาจจะทิ่มตำความรู้สึกของผู้อ่านขั้นรุนแรง ทุกคนมีปัญหา และทุกปัญหามีหนทางในการแก้ที่ดีที่สุดเสมอ ถึงการแก้มันจะไม่ดิจิตอล “0″ กับ “1″ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้รู้ถึง ทุกข์ และ ต้นตอของการเกิดทุกข์ เมื่อรู้ว่าทุกข์เกิดที่ไหน เมื่อนั้นการดับทุกข์ของเราก็จะถูกที่ถูกทาง เหมือนเช่น ทำงานไม่เสร็จเครียดปวดหัวจะส่งงานอยู่แล้งแต่ยังไม่เสร็จเลย ก็แก้ปัญหาโดยการไปดูหนัง ไปเที่ยวกับเพื่อน ลืมเรื่องงานไปได้พักนึง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานต่ออยุ่ดีแถมเวลาก็เหลือน้อยลงอีก นี่คือการแก้ปัญหาที่ผิดๆ (ผมทำประจำ – -”)
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ยังไม่จบเลย ที่อ่านยังไม่จบเพราะว่าไม่อยากจะให้มันจบเอง เหมือนเราเจออาหารจานที่ถูกใจกินคำไหนอร่อยคำนั้น จะรีบกินก็กลัวหมด ต้องค่อยๆละเลียดทีละคำเพื่อซึมซับรับรสชาติอันหอมหวานอเร็ดอร่อย เหมือนหนังสือเล่มนี้อ่านเร็วไปเดี๋ยวจบเร็ว ค่อยๆอ่านซึมซับกัับแง่คิดดีๆที่แทรกซึมอยู่ในทุกตัวอักษรทั้งในบรรทัดและระหว่างบรรทัด
มีหลายคนที่อ่านจบแล้ว มักจะไถ่ถามถึงหนังสือเล่มใหม่ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ว่าจะมีออกมาหรือเปล่า ก็คงต้องรอกันต่อไป ผมเองคิดว่า คุณฐิตินาถ คงไม่คิดที่จะขายหนังสือเพื่อความร่ำรวยอะไร หากแค่ต้องการเผยแพร่คุณค่าที่มีในหนังสือเล่มนี้มากกว่า หนำซ้ำหนังสือเล่มนี้ยังสามารถอ่านทั้งหมดได้ออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.kemtidchewit.com และยังกำลังทำหนังสือเสียงที่ไม่ต้องอ่านอีก บางทีผมว่าการเขียนหนังสือไม่จำเป็นต้องมากเล่ม แต่เน้นกันที่คุณค่า เขียนหนังสือมาหนึ่งเล่มยอดพิมพ์สัก 50 ครั้ง ยังดีกว่าเขียนหนังสือเป็น 10 เล่มแต่ยอดขายนิดหน่อย เรื่องยอดขายไม่ใช่เรื่องผิดแผกอะไร แต่เคยรับรู้มาว่านักเขียนบางคนมีการตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าหนึ่งปีจะออกหนังสือกี่เล่มๆ รวมทั้งเขียนเรื่องสั้น,บทความลงหนังสือโน่นนี่มากมาย อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหาคุณค่าของหนังสือได้อย่างไร นอกจากปริมาณ ..
ปล. แต่นักเขียนบางท่านก็ต้องยอมเขานะ เพราะของเขาดีจริงๆ อิอิ
Sat 27 Dec 2008
Posted by เอเองครับ under
ทำมาหากิน1 Comment
ต้องทำงานได้หลากหลาย
เมื่อคุณเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง หมายความว่าคุณไม่ได้มีหน้าที่และความรับผิดชอบเขียนไว้อย่างชัดเจนเหมือนเคย คุณจะต้องทำงานสารพัด และแก้ไขเหตุการณ์มากมายที่ไม่คาดคิด (โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ) สมัยเป็นลูกจ้างคุณจะชินกับงานที่เดาได้ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องทำอะไร แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้แล้วเมื่อคุณทำธุรกิจเอง คุณจะไม่สามารถโยนปัญหาได้ คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องจัดการกับปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และเป็นคนที่ต้องฟันธงตัดสินด้วย
ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นตนเอง
การเป็นลูกจ้างนั้นคุณทำตามที่คนอื่นสั่งให้ทำไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม คุณจะชินกับการทำตามคำสั่งของคนอื่น แต่เมื่อตัดสินใจจะเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณเท่านั้นที่สั่งตัวเอง ไม่ใช่นั่งรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาหรือมีคนเอาใบสั่งซื้อของมาส่งให้ตรงหน้า ต่อนี้ไปจะไม่มีใครเอางานมาวางให้ที่โต๊ะทำงานคุณหรือบอกว่าคุณจะต้องทำอะไรและเสร็จเมื่อไหร่ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับหลายๆคนที่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจภายหลังจากเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานแสนนาน
ต้องรู้จักมองหาโอกาส และคว้าไว้
ลูกจ้างส่วนใหญ่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย โดยที่มีคนคอยดูโอกาสทางธุรกิจให้ เช่น ผู้บริหารหรือแผนกขายในบริษัทใหญ่ๆ แต่ในธุรกิจส่วนตัวคุณต้องเป็นคนคอยมองหาโอกาสนั้นเองและต้องมองเป็นด้วย ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป เช่น การหาช่องทางวางขายสินค้าของคุณในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หรือร้านสะดวกซื้อ เมื่อเป็นลูกจ้างคุณ “ก้มหน้าก้มตา”ทำงาน แต่เมื่อเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วคุณต้อง “เงยหน้าเงยตา”ทำงานและมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง
ต้องรู้จักวางแผนงานล่วงหน้า
หากคุณต้องการเป็นนายตัวเองล่ะก็ ต้องเริ่มพัฒนาทักษะในการวางแผนงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้แล้ว เพราะมันจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตคุณนับจากนี้ไป งานแรกที่ต้องทำเมื่อจะเริ่มธุรกิจก็คือ การวางแผนธุรกิจและเมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินการคุณจะพบว่าแผนที่วางไว้ในระยะยาวนี้อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้าง ต่างจากการทำงานตามแผนที่คนอื่นกำหนดใว้ให้เมื่อเป็นลูกจ้าง คุณต้องเปลี่ยนมาเป็นคนกำหนดแผนขึ้นเองและต้องสามารถปรับแผนให้เข้ากับสภาพปัจจุบันและสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดไว้ได้
ต้องอดทน และไม่ขี้เกียจ
ภาพมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปวันๆ รอจนกระทั่งวันเกษียณนึกออกได้ไม่ยาก การทำธุรกิจไม่สบายอย่างนั้นเพราะคุณต้องให้เวลา 100 เปอร์เซนต์ที่คุณมีอยู่เลยทีเดียว คุณต้องทำให้ลูกค้ารู้ว่าคุณอุทิศแรงกายแรงใจและเวลาทั้งหมดที่มีให้ธุรกิจและใส่ใจพวกเขา ที่หนักยิ่งกว่านี้ก็คือ คุณต้องทำงานอย่างอดทน หากเจ็บป่วยนิดหน่อยคุณไม่สามารถ “โทรฯ ไปลาป่วย” เหมือนการเป็นลูกจ้างได้ อีกอย่างที่อยากฝากไว้ก็คือ คุณบอกลาวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดสุดสัปดาห์ไปได้เลย การเป็นเจ้าของธุรกิจแปลว่าคุณต้องทำงานทุกวันไปจนกว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้ดีถึงขั้นที่คุณสามารถจัดการทุกอย่างให้เข้าที่ได้แล้ว
ต้องรับกับความไม่แน่นอนให้ได้
สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะรับประกันว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะติดตลาดภายในหกเดือนนับจากวันนี้ ไม่มีอะไรรับประกันว่าลูกค้าจะจ่ายเงินตรงเวลา ไม่มีอะไรรับประกันว่าลูกค้ารายใหญ่ที่แสนจะชอบคุณในวันนี้จะไม่เปลี่ยนไปใช้บริการจากบริษัทอื่นในอาทิตย์หน้า ไม่มีอะไรจะรับประักันว่าคุณจะมีรายได้เท่าไรในแต่ล่ะเดือน สำหรับอดีตมนุษย์เงินเดือนที่เคยได้รับเงินเดือนเข้าบัญชีตรงเวลา ความไม่แน่นอนแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำใจรับได้ยากมากเหมือนกัน
จาก : SME Thailand ฉบับ ธันวาคม 2551
Fri 26 Dec 2008
Posted by เอเองครับ under
อ่านหนังสือNo Comments

ทั้งชื่อหนังสือทั้งภาพปกหน้า ถ้าปราดสายตาแค่ผ่าน มันก็อาจจะพาสุ่มเดาเข้ารกเข้าพงกันไปโน่น “หนาวผู้หญิง” ผลงานการเขียนของ รงค์ วงษ์สวรรค์ ถือว่าเป็นหนังสือเล่มแรกในจำนวนหลายสิบเล่มของ คุณลุงรงค์ เลยก็ว่าได้เพราะได้จัดพิมพ์มาตั้งแต่ปีพศ.2503 ปีนั้นนอกจากผมยังไม่เกิด คุณพ่อกับคุณแม่ผมท่านก็ยังเป็นสาวเป็นหนุ่มอยู่เลยแหละ ยิ่งแม่ผม สวยไม่แพ้ อมรา หรือจะวิไลวรรณ ถ้ามายืนประกวดกัน กรรมการมีปวดหัว หนังสือมีอายุเลยเลขสามไปหลายปีแล้วแต่กับจำนวนพิมพ์ครั้งที่สามไม่ถือว่ามากเมื่อเทียบกับหนังสืออื่นๆ แต่เรื่องความขลังไม่แน่ อิอิ
รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ชายที่เกิดมาเพื่อ หนังสือ เหล้า ธรรมะ กัญชา เลนส์กล้อง ดงนักเลง และผู้หญิงคนหนึ่ง จะนิยามยังไงก็แล้วแต่ แต่ รงค์ วงษ์สวรรค์ สำหรับผม คือนักเขียนที่มีสำนวนการเขียนที่แปลกประหลาด ชวนอ่าน ใช้ภาษาได้เจ็บปวด ตามยุคตามสมัย และไม่แปลกเลยกับหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ ปี พศ. 2503 ที่จะอ่านยากนิดหน่อยทั้งเรื่องของตัวละคร ตัวภาษา หรือสถานที่ ล้วนย้อนยุคย้อนสมัย แต่ก็ถือว่าได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัวว่างั้น
หนาวผู้หญิง เป็นหนังสือแบ่งเป็นตอนๆแบบไม่ต่อเนื่อง ความหนา 576 หน้า เหมาะติดกระเป๋าเดินทางหรือเบาะหลังรถ อ่านได้เรื่อยๆ ฆ่าเวลา หรือ จะอ่านกันม้วนเดียวจบก็ยังไหว
ข้าพเจ้าเรียกสำนวนหนังสือของข้าพเจ้ายังงี้เอง เพราะเมืองไทย มีนักเขียนสำนวน “เพรียวลม” มากเกินไป จึงขอเป็นอย่างอื่นเสียคนเดียว จะได้ไม่เหมือนใคร และที่จะเขียนต่อไปนี้ก็คงจะเป็นคำนำนั่นเอง
เช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาอย่างอกแห้งแล้วใจเต็มที ข้าพเจ้าและรัตนะ ยาวะประภาษพบว่ามีบุหรี่อยู่เพียงสองสามมวนในซองหล่นอยู่ข้างเตียง ทั้งสองคนนับเงินในกระเป๋ารวมกันแล้วไม่ถึงสิบบาท นี่ไม่ใช่สิ่งปกติ เราใช้เงินกันไม่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร มีเท่าไหร่ใช้ให้มันหมดไปตอนกลางคืน รุ่งเช้าก็หาใหม่ เจ้าสำราญเกินไป ถึงมีเมียกันไม่ได้สักที
เรียกเด็กให้หากาแฟมาให้กิน
“ถ้ามีเงินสักก้อนเดี๋ยวนี้” รัตนะพูดขึ้น “..จะไปนอนหาดวงพระจันทร์สักครึ่งเดือน พักผ่อนเสียบ้าง”
“งั้นไปขายต้นฉบับให้ทีซี นึกออกเดี๋ยวนี้เอง ต้นหนาวปีนี้อยากออกหนังสือสักเล่ม”
“..เรื่องอะไร?”
“ยังไม่ได้เขียนเลย”
“เอาแต่ชื่อก่อน…?”
“หนาวผู้หญิง”
หนาวผู้หญิง จะหนาวเพราะเห็นผู้หญิงหรือผู้หญิงทำให้หนาวก็ลองหาอ่านกันครับ…
Sun 21 Dec 2008
ไม่ได้มากระแทกคีย์บอร์ดบ่นบนบล็อกนี้นานนมและนมนาน เพราะช่วงนี้ก็หาอะไรทำไปเรื่อยส่วนใหญ่เป็นอะไรที่ยังคิดไม่เสร็จทั้งนั้น ทำไปโยนหินถามไป ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดแต่เรี่ยวแรงปัญญาจะนำพา
พอดีผมได้ลองทดสอบการทำวิทยุออนไลน์ โดยใช้ ffserver และ ffmpeg ในการทำงาน ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ตอนนี้ทำdemo เสร็จแล้ว
ผมทำไว้ที่โต๊ะทำงานในห้องนอนผมเองแหละ กะว่าจะออนไลน์กัน 24 ชั่วโมงเลย จริงๆผมทำกล้องไว้ด้วย คือออนไลน์ทั้งภาพและเสียงได้เลย แต่เรื่องกล้องนั้นยังไม่สะดวกเท่าไร เออ..คือขอขัดขี้ไคลให้ขาวๆก่อนล่ะกัน ตอนนี้ก็เอาเฉพาะเสียงเหี่ยวๆ ฟังไปล่ะกัน เผลอๆอาจจะมีเสียวๆบ้างในบางเวลา ก็ต้องขออภัย 555 ก็ว่าไปนั่น ผมเขียนเรื่องนี้ไว้หยาบๆ(หยาบจริงๆ) เข้าไปอ่านได้ ที่นี่ นะครับ ผมตั้งใจว่าถ้าผมทดลองจนเป็นที่น่าพอใจแล้วจะเปิดให้บริการ รับทำวิทยุออนไลน์ และ วีดีโอออนไลน์ สนใจมาเป็นลูกค้าผมได้นะครับ ตอนนี้ช่วยผมเทสหน่อยล่ะกัน
เทสง่ายๆครับผมมีไมค์ตัวนึงซ่อนไว้แถวๆโต๊ะทำงานผมเองแหละ จัดการ streaming ออกไปสู่โลกภายนอกตามวิธีที่ผมเขียนไว้ กดฟังได้จากด้านล่างนี้เลยครับ
อาจจะไม่เสียว ก็ต้องขออภัย แต่จะบอกว่าตอนที่ทดลองทำออนไลน์ทั้งภาพทั้งเสียงนี้ ไม่ได้ใส่กุงเกงเลยนะเนี่ย เย็นสบายจริงๆ ผับผ่า….
Tue 9 Dec 2008
Posted by เอเองครับ under
ฟังเพลงNo Comments
สองสามวันที่ผ่านมาไปตบซีดีเพลงของ มารีอา ดักบี้ (Marie digby) ที่ชอบเธอนี่ไม่รู้เลยว่าเพราะร้องเพลงเพราะเสนาะหู หรือ เพราะเธอสวยสดโดนใจกันแท้ แต่ที่แน่ๆ ชอบเธอแล้วล่ะ หน้าตาเธอออกจะเอเชียไม่น้อยอาจจะเพราะได้ส่วนผสมของญี่ปุ่นครึ่ง ไอริสครึ่ง แถมด้วยน้ำเสียงเหมือนเคาัะแก้วใส่น้ำผึ้ง หวานซึ้งเศร้ากินใจ หลายๆบนเพลงของเธอ ฟังง่าย ได้อารมณ์ อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกของเธอ ชื่อ unfold เพลงที่ชอบมากจริงๆ ของอัลบั้มนี้คือ Traffic , Stupid For You , Say It Again จริงๆก็เพราะทุกเพลง เสียงหายใจยังเพราะเลย เอ้า…
ผมเอามาให้ฟังแค่สามเพลงนะครับ ส่วนเสียงหายใจของเธอถ้าหาได้แล้วจะเอามาโพสต์ให้ฟังอีกที อิอิ
ตามไปดูเธอได้ที่
http://www.myspace.com/mariedigby
http://www.youtube.com/user/MarieDigby
http://mariedigbyfan.multiply.com
คอมเม้นท์ล่าสุด