ไดอารี่


ผมพยายามนึกถึงเอสเพรสโซแก้วแรกของผมอยู่พักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังนึกไม่ออกเสียที ก็เป็นซะอย่างนี้แหละความทรงจำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ ผมมานั่งรอเธอพักใหญ่แล้ว ผมไม่ได้คุยกับเธอมานานแสนนาน นับจากวันที่เราพยายามห่างๆกัน นานเหมือนกันนะ จะสามปีหรือสามปีกว่าๆแล้วมั้ง แม้ไม่ได้คุยกันเลยแต่ก็ยังพอรู้กันและกันว่าเรายังห่วงใยกันอยู่บ้าง จากการที่เรา(เธอกับผม) หากได้เดินทางไปไหนต่อไหน มักจะส่งโปสการ์ดคุยกันบ่อยๆ บางทีการได้ระบายหรือเขียนอะไรออกไปทางเดียวโดยไม่มีการตอบโต้ อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเราอยู่ได้นานกว่าที่เจอกันทุกวัน(หาเรื่อง)ทะเลาะกันทุกวัน “จิตตก

ริมคลองระบายน้ำข้างถนนวิภาวดี-รังสิตที่เดิม ที่ๆผมชอบมานั่งจิบเบียร์ ดูเงาจันทร์ที่ทาทาบกับผืนผิวน้ำคลำ พระจันทร์ในนั้นสั่นไหวจากการไหลเอื่อยของสายน้ำในคลอง ยุงฝูงเล็กๆบินวนน่ารำคาญ บ้างเผลอตบหน้าตัวเองไปหลายที “ไอ้ยุงบ้า” ด่ามันไปงั้น เพราะความจริงไม่รู้คนหรือยุงที่บ้า ถ้าไม่มานั่งชื่นชมกับบรรยากาศ ริมคลองน้ำเน่าอย่างนี้ ก็คงไม่มียุงมากวนใจ

หมอเปิดช่องให้กินเบียร์ได้บ้าง เนื่องจากคุณหมอคงคิดว่า คนอย่างผมคงไม่ตายเพราะกินเบียร์ แต่กลัวว่าจะตายเพราะไม่ได้กิน - -” นั่งละเอียดน้ำเบียร์สุขใจชมน้ำเสียที่เคยใสไหลเอื่อยๆ ยกโทรศัพท์เอามาดูเวลา จะสองทุ่มแล้ว เธอยังไม่มา “เหมือนเรานัดกันตอนทุ่มนึง” ผมคุยกับยุงตัวหนึ่งที่บินไปมาบนพื้นโต๊ะ ก่อนตบเพี๊ยะโดยไม่รอคำตอบไม่นานเธอโทรมาอิดออด ต่อว่ามาถึงแล้วไม่โทรหา ผมก็บอกไปว่าไม่เป็นไร คือเข้าใจไปเองว่านัดกันผ่าน msn ไปแล้วว่าทุ่มนึง ก็ไม่เป็นไร

ก็ไม่เป็นไร ชีวิตเหมือนนิยาย นิยายก็อาจจะมาจากชีวิตจริงก็ได้ ที่อยากเจอเธอ ไม่ได้เพราะอะไร การจบลงบางทีก็ดีที่สุดแล้ว ผมอ่านหนังสือของ วิสิทธิ์ โพธิวัฒน์ เรื่องที่เขียนถึงอยู่นี้ “The Espresso กลิ่นเวลาและคราบกาแฟ” นอกจากลีลาสำนวนที่เย้ายวนชวนอ่าน ไม่เว้นแต่ล่ะบรรทัด เนื้อเรื่องตัดสลับฉากย้อนไปย้อนมาคล้ายบทหนัง อ่านสนุกชวนติดตามอย่างระทึก งานเขียนเล่มนี้ของ วิสิทธิ์ เล่มนี้มีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ อาจารี อาจารีที่ทำให้ทุกครั้งที่ผมตื่นจะต้องสั่นหัวแรงๆหลายๆครั้ง เพื่อใตร่ตรองว่า อาจารีไม่มีตัวตนอยู่จริง มันคงเป็นเรื่องบังเอิญอย่างร้ายกาจที่ อาจารี ในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่ผมรู้จัก หรือคนที่ผมกำลังนั่งรอ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงเธอไม่เว้นแต่ล่ะบรรทัด อยากให้เธอได้อ่านเล่มนี้ ถึงแม้มันจะจบแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ไม่ต่างจากการได้คบกันของสองเรา แต่อยากให้เธอได้อ่านเล่มนี้จริงๆ หนังสือที่วางอยู่ต่อหน้าผมนี้ที่ผมตั้งใจเอามาให้เธอเอาไปอ่าน

ผมวางโทรศัพท์มือถือลงบนหนังสือเล่มนี้เบาๆ สบัดหัวไปมาดึงความรู้สึกที่กำลังตกในห้วงลึกกลับมา ฝูงยุง(อาจจะฝูงเดิมเมื่อสักครู่นี้) บินไปมา น่ารำคาญ ริมคลองน้ำไหลเอื่อย ละเลียดเบียร์แก้วสุดท้ายก่อนจะกลับ และยังไม่สามารถจำได้ว่า เอสเพรสโซแก้วแรกของผมคือตอนไหน

ช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นท้อที่สุด เศร้าที่สุด เหงาที่สุด กระทั้งอาการเจ็บใข้ได้ป่วย ขออย่างเถอะนะ อย่าได้มาสมโรงในเวลาเดียวกันเลย เมื่อคืนอยากร้องให้ฉิบหาย แต่อายหมอนเน่า ปกติก็เป็นผู้ชายร้องให้ง่ายอยู่แล้ว(เพื่อนๆมันจะรู้)เมื่อคืนนี้เต็มที่เหลือเกิน อยากให้น้ำตามันไหลออกมาล้างลูกกะตาสักหน่อย ถึงแม้ในเช้าวันนั้นตาจะบวมปูดพร้อมลายแทงบนใบหน้าก็ตาม

ท้อ คุณๆก็คงเคยๆกันบ้าง อาการของคนที่ตั้งใจทำอะไรแล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นไปดังปรารถนา ก็ได้แต่บอกตัวเองในใจดังๆว่า เองท้อได้นะแต่เองอย่าถอย ค่อยๆคิดค่อยๆทำกันใหม่ ไม่มีใครที่จะทำถูกทุกอย่าง และ ไม่มีใครที่จะทำผิดได้ในทุกสิ่ง(แม้มันจะง่ายมากๆก็ตาม)

เศร้า ถนนเส้นนี้กลับบ้าน ถ้าถนนเส้นนี้ไม่มีทางแยกเลย การกลับบ้านก็คงไม่ได้ลำบากอะไร อุปมาอุปมัยเหมือนดั่งตอนนี้ยืนอยู่ที่ห้าแยกณ.ระนอง แต่อยากกลับบ้าน บ้านที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนบน โลกใบนี้ หันซ้าย แลขวา หมุนตัวสองรอบ ให้ตายเถอะ ไปไม่ถูกจริงๆ คิดถึงตอนที่เรามองเห็นแสงไฟจากปลายปากอุโมงค์เบื่องหน้าต่อให้รอบตัวมืดมิดแม้จะต้องคลำทาง สุดท้ายก็ฟันฝ่าไปถึงปากอุโมงค์ได้อยู่ดีถ้ามีจุดหมาย เส้นทางตรงกลางยากลำบากเพียงไรก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้ายังไม่เห็นแสงไฟ ไม่รู้จะัทำอะไรต่อไป จะอยู่อย่างไร มันก็ไม่ต่างจากโลกมืดๆ ที่ทั้งกายและใจมิอาจได้สัมผัสสิ่งใด ล่องลอยๆ

เหงา แม้จะดำเนินชีวิตด้วยการอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่มาตั้งแต่เด็ก มีความเหงาเป็นเพื่อนข้างกายมาตลอด ในวัยเด็กถึงวัยรุ่น เมื่อนึกถึงทีไรก็มักมีคำถามให้ตัวเองเสมอว่าเราเป็นคนร่าเริงมากเลยนะ บ้าๆพูดมาก เป็นคนสนุกสนาน (ยืนยันจากวีดีโอม้วนหนึ่งที่เคยถ่ายไว้) ภาพความหลังจางลง ภาพความจริงในโลกปัจจุบันเริ่มเด่นชัด ตัวตนของเราเองกลับเป็นคนเงียบๆ เก็บตัวอยู่คนเดียว คุยกับตัวเอง (น่าจะรวมถึงเขียนบล็อกด้วย) ก่อนนี้เหงาๆยังพอโทรหาเพื่อนได้ระบายบ้าง แต่นั้นมันก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ “กูอกหัก(อีกแล้ว)ว่ะ” “น้องเค้าไม่คุยกับกูเลย” “กูทำอะไรผิดหรอ” จะเหงาจะเศร้าขอแค่มีคนรับฟัง มีคนคอย(แกล้ง)ห่วงใย มันก็ทำให้เราคลายเหงาบ้าง แต่เหตุผลของความเหงาที่เล่ามามันเด็กๆ เทียบกับความเหงาตอนนี้มันต่างกัน เหงาที่อืดอัด อยากระบายให้ใครสักคนได้ฟัง แต่ก็กลัวว่าคนที่รับฟังจะไม่สบายใจไปด้วยเสียอีก เพราะสิ่งที่อยากระบายมันค่อนข้างเป็นรูปธรรมเหลือเกิน ทั้งเรื่องงาน และ สุขภาพร่างกาย ความจริงเราแค่อยากระบายมันออกไปบ้าง แต่ก็ทนไม่ได้สักที ที่จะให้คนอื่นต้องไม่สบายใจไปด้วย และต้องคอยเป็นห่วง แม้บางทีผมเองก็ต้องการแค่ใครสักคนโทรมาถามสักคำว่าเป็นไงบ้างวันนี้ dtacหรือais อาจจะได้ตังค์สักบาทสองบาท แต่ผมเองก็คงจะมีแรงกายแรงใจขึ้นอีกมากมาย พยายามบอกตัวเองมาตลอดว่าพลังใจหรือกำลังใจ มันอยู่ข้างในตัวเราเอง ซึ่งมันก็ถูกในบางครั้งเท่านั้นเอง

ป่วย IgA Nephropathy เป็นชื่อโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งเกี่ยวกับการทำงานของไ่ต เป็นเพราะโรคนี้ ที่ทำให้แสงไฟจากปลายปากอุโมงค์ของผมดับลง ถนนเส้นนี้ที่เคยกลับบ้าน ณ. ตอนนี้กลับกลายว่ามีทางแยกมากมาย จะเลือกทางไหน จะไปยังไง ไม่รู้เลย

เพราะ IgA Nephropathy ทำให้

  • ต้องลาออกจากงาน (สามเดือนกว่าแล้ว)
  • จากมนุษย์ที่ไม่ค่อยจะสังคมโลกเท่าไรก็ยิ่งมีโลกส่วนตัวมากขึ้นเพราะไม่ค่อยได้ไปไหนเลย
  • รู้ว่าตัวเองทำกับข้าวเป็น (อร่อยด้วยนะ) เพราะการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ต้องคุมอาหาร
  • รู้ว่าไม่ต้องดิ้นรนหาแฟนแล้ว สภาวะปกติก็โคตรหายากอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้
  • รู้ว่าตัวเองก็เป็นคนหน้าบาง ตอนนี้หน้าเริ่มมีสิวเต็มไปหมด อันเนื่องมาจากผลข้างเคียงของสเตียรอยด์ (แอบดีใจคิดว่าตัวเองเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม)
  • เข้าใจธรรมคำสอนที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”

และคงจะได้ซาบซึ้งถึงอีกหลายๆอย่างที่รออยู่ข้างหน้า ในวันนี้ที่ชีวิตยังไม่สิ้นก็คงต้องพยายามดิ้นกันต่อไป สู้ไม่สู้ (สู้)

ปล. ขอบใจange* นะเมื่อคืนที่เป็นเพื่อนคุยเสียนานเลย ต่อไปจะรบกวนแต่น้อย

บ่ายแก่ๆในวันที่ร้อนแทบอยากจะเดินแก้ผ้าให้รู้แล้วรู้รอด นี่ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีบ้างผมทำไปแล้ว แต่นี้ผมมันประชาชนธรรมดา นอกจากต้องอดทนทุกอย่างให้ได้แล้วต้องมียางอายด้วย ร้อนนักชักไม่ไหวหนทางออกของประชาชนที่แม้จะอดทนได้แทบทุกอย่าง มาทุกๆรัฐบาลไม่ว่ายุคไดโนเสาร์หรือยุคดาวเทียว ก็ต้องหาทางออกกันบ้าง ไอ้จะถือป้ายไปประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า “กูร้อยโว้ยยย ช่วยกูด้วย” นอกจากจะไม่มีใครช่วยแล้วอาจถูกข้อหาดัดจริตไปนอนกินข้าวแดงสบายใจเฉิบ

ทางออกแบบบ้านๆในการคลายร้อนของผม ก็คงไม่ต่างจากหลายๆคน มันก็คือการไปเดินห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านนั่นเอง ดังนั้นห้างที่ใกล้ที่สุดเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุด และนั่นคือ เซ็นทรัลพระรามสอง แห่งฝั่งธนบุรี ฝั่งที่มีทั้งคนดีและคนถ่อย(ถ้าพูดผิดให้ผมถอนคำพูดก็ได้เด้อ เหอๆ) อะ… ไม่นานก็มาถึงห้างแล้วล่ะ อ้าาา… เย็นจัง โอ้ววว… เย็นใจ ปกติผมจะไม่ค่อยเหมือนเพื่อนคนอื่นที่เวลาไปเดินห้างฯ เพื่อนๆมันจะชอบเหล่หญิง เหล่แฟนคนอื่นเขา บางทีก็ไปตอแหลกับพนักงานขาย(สาวๆ สวยๆ)บ้างล่ะ แต่สำหรับผมจะมีอยู่ไม่กี่มุมก็คือร้านหนังสือ ร้านซีดีหนัง,เพลง เอ๊ะ… ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น นิสัยแบบนี้มาจากดูทีวี(ที่เขาเรียกว่า)สาธารณะมากไปป่าวว่ะ

หลังจากปล่อยให้ตีนนำทางตามอำเภอใจหลายชั่วโมง ตีนก็มาหยุดลงตรงหน้าออฟฟิศเดปโป้ ตรงชั้นใต้ดินของตัวห้าง อันเป็นเป้าหมายรองจากการมาคลายร้อน นั่นคือจะมาซื้อเม้าส์ถูกๆสักตัว หลังจากเดินเลือกไม่นานก็หยิบมาตัวยี่ห้อ OKION (มีใครอ่านมันว่า โอ้เกรียน เหมือนผมบ้างหรือเปล่า) จ่ายตังค์เสร็จเดินไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ ขณะรอเจ้าหน้าที่หยิบกระเป๋าให้ สายตาผมเหล่ไปเห็นทรัมไดรว์หลายหลากขนาดและสีสรร ผมเองหลังจากที่ตัวเดิมขนาด256MBหายไปเมื่อจะสองปีก่อนก็ไม่ได้ใช้อีกเลย เห็นราคา ทรัมไดรว์ 2GB ราคา 325 บาทเลยซื้อมาตัวนึง จะได้มีใช้งานเป็นของตัวเองสักที

กลับมาถึงบ้านด้วยความเห่อ ก็เลยลองเสียบ(ทรัมไดรว์)ใช้งานดู เอาไฟล์อะไรเข้าไปไว้บ้างดีน้าาาาาา ว่าแล้วก็ก๊อปๆลากๆ เป็นที่หนุกหนาน ลากๆถูๆ ก๊อปปี้ ดีลีท ปี๊ดๆๆ ป๊าดๆๆ เอ๋ไหงมีกลิ่นเหม็นไหม้ว่ะ จากตรงไหนหว่า ทันใดสายตาก็ไปหยุดกึกที่เจ้าทรัมไดรว์ ที่ภายในน่าจะเต็มไปด้วยไฟล์ต่างๆนานาที่ผมก๊อปปี้ไปไว้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์…… อ๊ะ แล้วจะบอกทำไมหว่า เอาเป็นว่ามีฟาย เอ้ย ไฟล์ ล่ะกัน เพื่อพิสูจน์ดูผมลองจับดู จึงแน่ชัดว่ามันน่าจะเสียแน่แท้เพราะร้อนมาก ด้วยตกใจ เลยถอด(ทรัมไดรว์)ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นก็เอามาดม(จะดมทำไมไม่รู้) กลิ่นเหม็นไหม้ได้ที่เลย จากนั้นก็เลยลองเอาไปเสียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอื่นดู ปรากฎว่า เงียบฮ่ะ เซ็งเลย พรุ่งนี้ต้องไปเซ็นทรัลฯอีกแล้วหรือนี่ - -”

10:30 น. วันต่อมาผมก็ได้มาเดินอยู่ในห้างเซ็นทรัลอีกวัน อันเนื่องมาจากต้องเอาทรัมไดรว์มาเปลี่ยน มาวันนี้แบบไม่มีจุดแวะใดๆ เนื่องจากเป็นเวลาที่ห้างเพิ่งเปิดเลยไม่ค่อยมีใครสนใจผมนัก ต่างก้มหน้าก้มตาทำอะไรกันบ้างก็ไม่รู้ ผมเลยพูดแบบหว่านแหไปดังๆ “เคลมทรัมไดรว์หน่อยครับ” พนักงานคนหนึ่งเดินผละจากงานของตัวเองเดินมาหาผม รับทรัมไดรว์จากผม แล้วพูดหว่านอวน(เสียงดังมาก) “มีใครเทสได้บ้าง” พร้อมใช้สายตาสอดส่องกวาดหาคนที่จะมาเทสอุปกรณ์ให้ผม “เดี๋ยวค่ะๆ” เสียงเล็กๆใสๆ ดังทะลุไท้ทอยมาจากด้านหลัง ผมหันขวับคอแทบหักไปตามต้นกำเนิดของเสียงเล็กๆนั้น เธอ… ตัวเล็กหุ่นสมส่วน ผมยาวตรงสลวย สบัดไปมาเวลาเธอย่างกลาย แต่ล่ะวินาทีที่มองเธอโลกที่โหดร้ายดำมืดกลับกลายสดใส เวลาผ่านไปนานเท่าไรผมไม่รู้ หนึ่งวินาที สองวินาที ไม่สิอาจจะเป็นหนึ่งนาทีแล้วก็ได้ “คุณค่ะ” ให้ตายเธอมายืนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว “ไหนค่ะทรัมไดรว์ที่เสีย” เธอ… ทวงถามถึงที่มาของผม ผมเก้ๆกังล่วงมือไปในกระเป๋าหยิบ(ทรัมไดรว์)ยื่นให้เธอ เธอรับและบอกว่าขอเอาไปเช็คก่อน เธอ… หันตัวกลับไปที่โต๊ะทำงาน ผมยาวสลวยสบัดเมื่อต้องลม ปลิวผ่านปลายจมูก กลิ่นหอมพวยพุ่งตีเกลียวทะลุผ่านรูจมูกแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย จากจมูก สู่ปอด ถึงปลายตีน ช่ายหอมเสียนี่กระไร นานเท่าไรไม่รู้ ห้านาที สิบนาที ผมจ้องดูเธอทำงานอยู่ห่างๆ หุ่นกระทัดรัดของเธอ เมื่อเธอทำงาน ดูช่างกระฉับกระเฉงเหลือเกิน สิบนาที หรือ ยี่สิบนาที จริงๆผมไม่ค่อยใส่ใจแล้ว เธอ… ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วหันสบัดหน้าเบาๆส่งรอยยิ้ม และเดินตรงมาหาผม เธอ… คงเดินปกติ แต่ในโสตทัสนของผมกลับเห็นเธอเป็นภาพสโลโมชั่น และก้าวเดินเข้ามาอย่างช้า ส่วนทางกับหัวใจที่เต้นรุนแรงอย่างร้ายกาจ “อันนี้ทดลองแล้วนะคะใช้งานได้”

เธอกำลังจะใส่ถุงให้ผม

“ไม่ต้องครับ ไม่ต้องใส่ถุง”

ผมบอกเธอเบาๆประหนึ่งอยากให้ได้ยินแค่เราสองคน

“ได้ค่ะ”

เธอยื่นทรัมไดรว์ตัวใหม่ให้ผม

“อันนี้ลองก๊อปปี้เพลงลงไปให้ด้วยหนึ่งเพลง”

ผมรับทรัมไดรว์จากมือเล็กๆของเธอ…

“เพลงรักหรือเปล่าครับ”

เป็นครั้งแรกที่เขามองหน้าผม เพราะอยากเห็นว่าหน้าตาผมเป็นยังไงจริงๆ

“เอาไปฟังเองนะคะ”

เธอ…ตอบเบาๆ พอที่หัวใจผมได้ยินทั้งสี่ห้อง

ตีน ที่เคยทำความดี ความดีที่พาผมมาพบเธอ บัดนี้ ตีน ที่ผมคิดว่าผมไม่ได้สั่งมันเลย มันกลับเดินอาดๆออกจากร้านไป โดยไม่ฟังเสียงจากหัวใจบ้างเลย

ผมไม่ได้ไปไหนต่อ รีบพาตัว หัวใจ กับ ทรัมไดรว์ กลับมาบ้าน หนึ่งล่ะอยากฟังเหลือเกินว่าเพลงนั้นคือเพลงอะไรนะที่ เธอ… ก๊อปปี้ใส่ไว้ให้ ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้มันเป็นเพลงรัก มาถึงบ้านผมเสียบ(ทรัมไดรว์)เข้าเครื่อง และหาไฟล์ในนั้นและก็เปิดมัน มันช่างเป็น“ช่วงเวลาที่ดีที่สุด”(ไม่น่าเชื่อว่าเชื่อเพลงนี้จะตรงกับความรู้สึกตอนนี้เหลือเกิน) จริงๆ ผมดีใจที่มันเป็นเพลงรัก แทนที่จะเป็นโปงลางสะออน แม้เพลงนี้ผมจะได้เคยฟังมาบ้าง แต่การที่ได้ฟังเพลงนี้ และได้คิดถึงหน้าเธอ… มันมีความสุขต่างกันเหลือเกิน(นี่แค่คิดนะมึง) ฟังไปกี่รอบแล้วไม่รู้ รู้แต่ว่าถึงตอนนี้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอ… ชื่ออะไร (ว่ะ) - -”

Get the Flash Player to see the wordTube Media Player.

เพลงที่เธอ… ก๊อปปี้ไว้ในทรัมไดรว์


(more…)

ฝนหยุดไปเป็นเดือนแล้วมั้ง ดีจริงๆวันนี้ฝนตกลงมาแต่เช้า (นานๆได้ตื่นเช้า) วันนี้ตื่นเช้าเลยได้รับความสดชื่นเป็นพิเศษ เอ… หรือว่าฝนตกต้อนรับหรือขับไล่ใครที่กำลังจะนั่งเก้าอี้นายากป่าวว้าาาาาาา - -” :lol:

วันฝนตก

อ้อเอาวีดีโอตอนเช้า มาฝากกันชมด้วย (ไม่มีอะไรหรอก คนเดินไปเดินมา)

วันนี้ค่อนข้างมีแผนการเดิมทางเต็มวันเลย เพราะต้องไปทำธุระหลายที่ เริ่มจาก

10:00 น. ไปหาจี้ไปเอาของ

13:00 น. ดูคอนเสิร์ต “เพลงหวานกลางกรุง” ศิลปินคือ พี่เล็ก อรวี สัจจานนท์

18:00 น. ไปหารี่ทำธุระกรรมผ้าป่านิดหน่อย แล้วก็

19:00 น. นัดสังสรรค์นิดหน่อยกับเพื่อน (ว่าจะทำสุกี้กินกันแต่ก็แห้ว)

งานแรกเลยคือไปหาจี้ ขณะที่อยู่บนรถเมล์ จี้โทรมาบอกว่าไม่อยู่ต้องไปส่งเพื่อนที่สุวรรณภูมิ กลับมาอีกทีก็คงบ่าย อันนี้ก็เลยมีอันยกไปไว้เป็นเรื่องของอนาคตต่อไป เลยลงรถที่อนุสาวรีย์ ไปเดินดูหนังสือที่ร้านหนังสือดอกหญ้า ฆ่าเวลาจนเที่ยงวันกว่า ก็ได้เดินทางต่อไปที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประ​เทศไทย เพื่อรับบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตก่อนบ่ายโมง

ได้บัตรแล้วก็เดินดูโน่นนี่รอประตูเปิด หน้าประตูก็จะมีทั้งขายแผ่นซีดีเพลงของอรวี และก็มีที่ผมชอบก็คือ การแสดงหุ่นสาย จากทีมงานคณะหุ่นสายเสมา ซึ่งเป็นโปรดักชั่นหนึ่งของ มันตาศิลปะการแสดง ดูแล้วก็ได้แต่ชื่นชม ว่าคนเหล่านี้เขาได้ทำมันมาด้วยใจรักจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาจะต่อสู่กับความเจริญก้าวหน้าของโลกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน ผมเองก็ได้แต่ให้กำลังใจ ยืนดูการแสดงหุ่นสายอยุ่สามเพลง (แสดงประกอบเพลง) ประตูเข้าชมคอนเสิร์ตเปิดมาได้ครู่ใหญ่ๆแล้ว ผลจึงล่ะสายตาจากหุ่นสายเดินเข้าประตูไปเพื่อรอดูคอนเสิร์ต

ที่นั่งผมอยู่กลางๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล ได้ที่นั่งแล้วก็ได้ทอดสายตาสอดส่าย ดูรอบข้าง อย่างที่คิดไว้ว่าคนที่มาดูต้องป้าๆลุงๆกันหมดแล้ว แต่ก็มีรุ่นๆผมไม่น้อยเหมือนกัน ในนั้นก็มีคุณลูกๆที่ติดตามคุณพ่อคุณแม่มาด้วย ก็ดูเป็นงานคอนเสิร์ตสำหรับครอบครัวได้ดีทีเดียว ซึ่งก่อนเข้ามานั้นก็ได้เห็นกลุ่มคนที่มาดู นั่งปูเสื่อทานข้าวกันเป็นกลุ่มๆ แปลกตาไปอีกแบบ

ตามกำหนดการคือ 14:00 น. แต่กว่าจะได้เริ่มจริงๆก็เกือบๆ 14:30 น. สำหรับคนที่เข้ามาดูนั้นถือว่าเต็มล่ะกัน เพราะยังพอมองเห็นที่นั่งว่างบ้างไม่มาก คอนเสิร์ตเริ่มด้วยเพลง “แว่วเสียงซึง” (อันนี้ผมเดาถูกว่าต้องร้องเพลงนี้ก่อนแน่นอน) และรวมแล้วทั้งหมดที่พี่เล็กร้องในคอนเสิร์ตวันนั้นประมาณ 30 เพลง มีแขกรับเชิญ 4 ท่าน คือ อ๊อด คีรีบูน, กล้วย เชิญยิ้ม, วงจันทร์ ไพโรจน์ และ สมบัติ เมทะนี

แต่ล่ะเพลงที่พี่เล็กร้อง จะมีการบอกเล่าถึงที่มาของเพลง ผู้ประพันธ์ ทำนอง เรียบเรียง จากน้ำเสียงที่บอกกล่าวถึงท่านเหล่านั้น นอกจากการพูดถึงด้วยความชัดถ้อยชัดคำ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความเคารพ บูชา ครูเพลงท่านนั้นๆ ทุกเพลงจะบอกที่มาที่ไปได้หมด พี่เล็กทำมันออกมาได้น่ารักมากๆ ดูจริงใจมากๆ ผมไม่รู้ว่าศิลปินหน้าใหม่ๆเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง ณ ตอนนี้ เคยคิดถึง บุญคุณของคนแต่งเพลง เรียบเรียง ทำทำนองเพลงให้บ้างหรือเปล่า หรือคิดแค่ว่าที่เพลงดัง ที่ยอดขาดพุ่งก็อยู่ที่กู(คิลปิน)คนเดียว ถ้าพูดเกินไปก็ขออภัย

คอนเสิร์ตจบลงด้วยเพลง “เพื่อคุณ” พี่เล็กเดินลงมาจากเวทีเดินขอบคุณท่านผู้ชมนานอยู่เหมือนกัน โชคร้ายที่วงโคจรของพี่เล็กไม่ได้ผ่านที่นั่งผม แต่ก็ไม่ได้ห่างมาก แทนไม่น่าเชื่อว่าคนอายุ สี่สิบกว่าจะสวยไม่สร่างขนาดนี้ หัวจิตหัวใจก็แอบรักคนแก่ไปซะงั้น เฮ้อเรา..

เรื่องน่ารักๆในคอนเสิร์ตอีกอันคือเวลาที่พี่เล็กออกมารับดอกไม้จะต้องนั่งลงรับ แต่เวลาลุกขึ้นนั้น จะต้องมีทีมงานมาคอยผยุงลุกขึ้นทุกครั้ง พี่เล็กพูดติดตลกไว้ว่า “สวยแต่ลำบาก” ก็คงจะเป็นที่ชุดแบบราตรีที่ใส่ดูสวยมาก แต่ก็คงลำบากในการลุกยืน หรือไม่ พี่เล็กก็คงจะลุกไม่ไหวเอง อิอิ..

ไปครั้งนี้ไม่ได้เอากล้องไป ก็เลยถ่ายจากมือถือมาพอหอมปากหอมคอ ไม่ได้เอาแจ่ม คอนเสิร์ตครั้งนี้ถือว่าประทับใจมาก แม้จะมีข้อตินิดหน่อย สำหรับผมก็ตรงที่เสียงเบาไปหน่อยไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง หรือ เสียงดนตรีออร์เคสตร้า ออกจะเบาไปหน่อย ซึ่งผมคิดว่าคนจัดอาจจะไม่อยากทำร้ายหูของคนแก่ก็เป็นได้ เลยไม่ได้ถ่ายทอดออกมาแบบหนักหน่วงอย่างที่ผมชอบ

อีกอย่างที่ชอบในตัวพี่เล็ก ก็คือเป็นคนที่นอกจากร้องเพลงได้ไพเราะแล้ว เสียงพูดก็เพราะมากๆ ยิ่งเสียงหัวเราะนั้นยิ่งน่าฟังไปใหญ่ และส่วนรูปนั้นมีมานิดหน่อย เชิญคลิกดูได้เลยครับ

คอนเสิร์ตจบ ผมก็บึ่งรถเมล์กลับบ้านเลยเพราะเพื่อนรออยู่ และ รี่ก็บอกว่าไม่อยู่คงไม่ได้เจอกัน รู้ในภายหลังอีกทีว่า ไปร้องเกะ โด่ววว..

เว็บไซต์ของพี่เล็ก http://www.orrawee.com/

« Previous PageNext Page »