อ่านหนังสือ


วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน” เมื่อสายตาผมมองผ่านแวบไปแล้ว ก็ต้องย้อนสายตาหันกลับมามองใหม่อีกครั้ง เนื่องจากชื่อหนังสือนั้นตรงๆและน่าสนใจในเนื้อหายิ่ง เวลาผมดูหนังสือผมมักเริ่มอ่านจากคำนำก่อนเสมอ เพื่อหาแรงดึงดูดหรือความน่าสนใจในเบื้องต้น ก่อนจะเปิดเข้าไปดูบทแรกและหน้าท้ืายๆในกรณีที่เป็นนักเขียนที่ไม่คุ้นเลย(กลัวเรื่องมาตฐานแรกๆอ่านสนุกหลังๆกลวง) เล่มนี้ก็เช่นกัน เริ่มจากคำนำจนจบ สะดุดกับชื่อเว็บไซต์คุ้นๆ www.fringer.org เป็นเว็บไซต์ของคุณผู้แปลที่ผมเองก็เข้าไปอ่านบ้างแม้ไม่ประจำแต่ก็ไปบ่อยๆ จริงๆก็เพิ่มเว็บนี้ใน BlogRoll ตั้งนานแล้วแหละ ด้วยเหตนี้ก็ไม่ต้องเช็คเนื้อหาภายในกันมากมาย เลยได้หยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาจ่ายตังค์แล้วพากลับบ้านซะเดี๋ยวนั้น

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน เล่มนี้เป็นพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว เป็นหนังสือแปลโดยคุณ สฤณี อาชวานันทกุล จากเว็บ www.fringer.org นั่นเอง โดยหนังสือได้รวบรวมคำกล่าวสุนทรพจน์ให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ในวันรับปริญญาเป็นประเพณีประจำมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยจะมีผู้ที่ได้รับเชิญมากล่าวมักจะเป็นผู้มีชื่อเสียงในหลายวงการ ส่วนตัวแล้วผมชอบฟังชอบอ่านเรื่องราวต่างๆของคนเหล่านี้ นอกจากได้แรงบันดารใจแล้ว บางช่วงตอนชีวิตของคนเหล่านี้ยังได้ถ่่ายทอดความอ่อนแอ ความแข็งแกร่ง ความบ้า ความผิดพลาด ต่างๆนาๆ ที่บางทีเราเองสามารถมีประสพการณ์ ด้วยการอ่านจากประสพการณ์ชีวิตของคนเหล่านี้แทน บางทีมันอาจลดทอนเวลาในการลองผิดลองถูกของเราเองลงไปได้ ไม่มากก็น้อย แม้ผมก็ไม่ได้จบปริญญา แต่ก็ไม่เคยที่จะหยุดศึกษาหาความรู้ คิดเสมอว่าความรู้ไม่ได้อยู่ที่ห้องเรียน โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย จริงๆแล้วตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความคิดนี้ทั้งถูกทั้งผิด แต่ถ้าถามอีกทีตอนนี้ว่าอยากเรียนต่อหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าพอใจกับที่เป็นอยู่ แต่มันเลือกไม่ได้แล้วต่างหาก ขอเรียนทางอินเตอร์เน็ต และอ่านจากความสำเร็จของคนอื่นไปก่อนล่ะกัน ..

ผมพยายามนึกถึงเอสเพรสโซแก้วแรกของผมอยู่พักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังนึกไม่ออกเสียที ก็เป็นซะอย่างนี้แหละความทรงจำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ ผมมานั่งรอเธอพักใหญ่แล้ว ผมไม่ได้คุยกับเธอมานานแสนนาน นับจากวันที่เราพยายามห่างๆกัน นานเหมือนกันนะ จะสามปีหรือสามปีกว่าๆแล้วมั้ง แม้ไม่ได้คุยกันเลยแต่ก็ยังพอรู้กันและกันว่าเรายังห่วงใยกันอยู่บ้าง จากการที่เรา(เธอกับผม) หากได้เดินทางไปไหนต่อไหน มักจะส่งโปสการ์ดคุยกันบ่อยๆ บางทีการได้ระบายหรือเขียนอะไรออกไปทางเดียวโดยไม่มีการตอบโต้ อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเราอยู่ได้นานกว่าที่เจอกันทุกวัน(หาเรื่อง)ทะเลาะกันทุกวัน “จิตตก

ริมคลองระบายน้ำข้างถนนวิภาวดี-รังสิตที่เดิม ที่ๆผมชอบมานั่งจิบเบียร์ ดูเงาจันทร์ที่ทาทาบกับผืนผิวน้ำคลำ พระจันทร์ในนั้นสั่นไหวจากการไหลเอื่อยของสายน้ำในคลอง ยุงฝูงเล็กๆบินวนน่ารำคาญ บ้างเผลอตบหน้าตัวเองไปหลายที “ไอ้ยุงบ้า” ด่ามันไปงั้น เพราะความจริงไม่รู้คนหรือยุงที่บ้า ถ้าไม่มานั่งชื่นชมกับบรรยากาศ ริมคลองน้ำเน่าอย่างนี้ ก็คงไม่มียุงมากวนใจ

หมอเปิดช่องให้กินเบียร์ได้บ้าง เนื่องจากคุณหมอคงคิดว่า คนอย่างผมคงไม่ตายเพราะกินเบียร์ แต่กลัวว่าจะตายเพราะไม่ได้กิน - -” นั่งละเอียดน้ำเบียร์สุขใจชมน้ำเสียที่เคยใสไหลเอื่อยๆ ยกโทรศัพท์เอามาดูเวลา จะสองทุ่มแล้ว เธอยังไม่มา “เหมือนเรานัดกันตอนทุ่มนึง” ผมคุยกับยุงตัวหนึ่งที่บินไปมาบนพื้นโต๊ะ ก่อนตบเพี๊ยะโดยไม่รอคำตอบไม่นานเธอโทรมาอิดออด ต่อว่ามาถึงแล้วไม่โทรหา ผมก็บอกไปว่าไม่เป็นไร คือเข้าใจไปเองว่านัดกันผ่าน msn ไปแล้วว่าทุ่มนึง ก็ไม่เป็นไร

ก็ไม่เป็นไร ชีวิตเหมือนนิยาย นิยายก็อาจจะมาจากชีวิตจริงก็ได้ ที่อยากเจอเธอ ไม่ได้เพราะอะไร การจบลงบางทีก็ดีที่สุดแล้ว ผมอ่านหนังสือของ วิสิทธิ์ โพธิวัฒน์ เรื่องที่เขียนถึงอยู่นี้ “The Espresso กลิ่นเวลาและคราบกาแฟ” นอกจากลีลาสำนวนที่เย้ายวนชวนอ่าน ไม่เว้นแต่ล่ะบรรทัด เนื้อเรื่องตัดสลับฉากย้อนไปย้อนมาคล้ายบทหนัง อ่านสนุกชวนติดตามอย่างระทึก งานเขียนเล่มนี้ของ วิสิทธิ์ เล่มนี้มีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ อาจารี อาจารีที่ทำให้ทุกครั้งที่ผมตื่นจะต้องสั่นหัวแรงๆหลายๆครั้ง เพื่อใตร่ตรองว่า อาจารีไม่มีตัวตนอยู่จริง มันคงเป็นเรื่องบังเอิญอย่างร้ายกาจที่ อาจารี ในหนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่ผมรู้จัก หรือคนที่ผมกำลังนั่งรอ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงเธอไม่เว้นแต่ล่ะบรรทัด อยากให้เธอได้อ่านเล่มนี้ ถึงแม้มันจะจบแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ไม่ต่างจากการได้คบกันของสองเรา แต่อยากให้เธอได้อ่านเล่มนี้จริงๆ หนังสือที่วางอยู่ต่อหน้าผมนี้ที่ผมตั้งใจเอามาให้เธอเอาไปอ่าน

ผมวางโทรศัพท์มือถือลงบนหนังสือเล่มนี้เบาๆ สบัดหัวไปมาดึงความรู้สึกที่กำลังตกในห้วงลึกกลับมา ฝูงยุง(อาจจะฝูงเดิมเมื่อสักครู่นี้) บินไปมา น่ารำคาญ ริมคลองน้ำไหลเอื่อย ละเลียดเบียร์แก้วสุดท้ายก่อนจะกลับ และยังไม่สามารถจำได้ว่า เอสเพรสโซแก้วแรกของผมคือตอนไหน

สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง“สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง” เป็ํนรวมเรื่องสั้น ประพันธ์โดย วินทร์ เลียววาริณ เป็นหนังสือเล่มที่สองของวินทร์ที่ผมได้อ่านต่อจาก ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85 อันเนื่องมาจากคิดถึงตัวหนังสือของวินทร์ ในสภาวะที่เศรฐกิจและการเมืองแข่งกันลงเหวอยู่อย่างทุกวันนี้ นอกจากจะต้องลุ้นกันแล้ว ก็ขออย่าให้เรื่องร้ายๆมันเกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้เลย เราอาจจะตัวเล็กไปจริงๆ คงไม่พอเปลี่ยนแปลงอะไรได้ (ปล่อยให้พี่ๆตัวโตๆเขาโชว์กันไป ว่างั้น) ลำพังตัวเองก็จะแย่อยู่แล้ว ก็คงต้องประคองตัวเองไว้ อย่าเครียด, อย่าเจ็บ, อย่าจน (อันหลังนี่สำมะคัญ)

บ่นลดเครียดไปได้นิดหน่อยเข้าเรื่องหนัีงสือกัน “สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นจบหักมุมแบบรุนแรง จำนวน 13 เรื่อง เรื่องของเรื่องคือโดนหักมุมอย่างรุ่นแรงจากหนังที่เพิ่งไปดูมาทำให้”สุดที่รัก โจลี่”ของผมจากเรื่อง “Wanted” ต้องตายในตอนท้ายเรื่อง ดูหนังเสร็จก่อนกลับบ้าน ก็ตามสูตร ดูหนังสือก่อนเลยเจอหนังสือเล่มนี้เข้า ในใจคิดว่า “ไหนๆก็ดูหนังจบหักมุมมาแล้ว ก็ขออ่านหนังสือจบหักมุม(รุนแรง)บ้างจะเป็นไร

เขียนถึงหนังสือบ้างประปรายหลายเล่มอยู่ แต่ก็ไม่เคยเขียนถึงห้องสมุดเลยสักครั้ง เอาล่ะ ไหนๆจะเขียนถึงห้องสมุดก็ขอเป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เสียเลยล่ะกัน ผมตระเวนไปเจอเว็บ http://www.ilovelibrary.com/ โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของบริษัท โอเพ่น เซิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้บริการเกี่ยวกับหนังสืออีเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถโหลดมาอ่านได้ฟรี มีหนังสือถึงไม่เยอะมาก แต่ก็มากพอที่จะค้นหาเรื่องที่เราอยากอ่านได้อยู่เหมือนกัน และที่สำคัญในการโหลดมาอ่านนั้นยังเป็นบริการที่ฟรีอยู่ ผมเองก็โหลดมาตุนไว้หลายเล่มแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำอาหาร 5555 สนใจก็เข้าไปดูชมและเลือกหากันไปไว้อ่านได้ตามอัธยาศัยครับ..

ตัวอย่างหนังสือที่โหลดมาอ่าน(ฟรี)

นานมากแล้วที่ไม่ได้อ่านหนังสือของคุณพี่ “ชาติ กอบกิตติ” ในเวลาปกติผมจะชอบไปเดินดูหนังสือที่ซีเอ็ดบุ๊ค ที่เซ็นทรัลพระรามสอง ที่ไปที่นี่เพราะมันใกล้บ้านดี นานๆทีได้เข้าเมืองได้เดินดูหนังสือในร้านใหญ่ๆก็ตื่นตาตื่นใจดี

ถ้าผมไม่ผิดก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นหนังสือของคุณพี่ “ชาติ” วางขายที่ซีเอ็ดเลย นี่อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายส่งหนังสือ หรือไม่ผมก็มั่ว(อีกตามเคย)

ทุกครั้งที่หยิบหนังสือของคุณพี่ “ชาติ” ขึ้นมาดูผมมักจะเช็คจำนวนครั้งที่พิมพ์ของหนังสือชุดของคุณพี่ “ชาติ” ทุกครั้งว่าไปถึงไหนแล้ว เมื่อดูแล้วเห็นแล้ว ก็ปลื้มใจแทนทุกที บางเล่มพิมพ์ไปแล้ว 42 ครั้ง (คำพิพากษา) ในจำนวน 15 ชุด มีชุดเดียวที่เพิ่งพิมพ์ครั้งแรกคือ “ล้อมวงคุย” และเป็นเล่มล่าสุด (ก็แน่ล่ะ)

“ล้อมวงคุย” เป็นงานเขียนที่อยู่ในหนังสือ “สีสัน” (ผมไม่เคยอ่านสักเล่ม สีสันมีมาแล้วกว่า 17 ปี) ในคอลัมน์ชื่อ “ล้อมวงคุย” หนังสือเล่มนี้เลยเป็นการรวมงานเขียนในคอลัมน์ “ล้อมวงคุย” จากหนังสือ “สีสัน” นั่นเอง

ทุกครั้งที่อ่านหนังสือของคุณพี่ “ชาติ” นอกจากความเรียบง่ายของภาษา เดินเรื่องไม่วกวนซับซ้อน มีมุกให้ได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สม่ำเสมอ อ่านแล้วไม่ค่อยอยากวาง ทั้งยังได้รับสาระความบันเทิงและแง่คิด อ่านแล้วมีความสุข ก็เลยอยากจะให้คุณๆท่านๆที่ชอบอ่านหนังสือได้ลองใช้บริการดูสักเล่มเถิด..

Next Page »