Sat 10 Jan 2009
ประมาณ 17 ปีที่แล้วช่วงที่ผมจบ ม.3 จากโรงเรียนมัธยมเล็กๆภายในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม ผันตัวเองเข้าเรียนต่อยังวิทยาลัยเทคนิคมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม จากเด็กกระโปรงบานขาสั้น ก็กลายกลับมาเป็น กระโปรงฟิตรัดติ้วและกางเกงขายาว มีความเปลี่ยนแปลงกับตัวเองมากมาย หลายๆคนคงเป็นเช่นนี้ ทั้งสถานที่เรียนใหม่ การเรียนแนวใหม่ ครูบาอาจารย์ใหม่ และแน่นอน “เพื่อนใหม่”
เปี๊ยก (ยงยุทธ วรรนณา) เป็นหนึ่งในนิยามที่ผมเรียกว่า เพื่อนใหม่ แม้จะไม่ได้สนิทกันเท่าไร และความทรงจำที่ซีดจางของวันวาน ผมไม่ค่อยจะคิดถึงอดีตที่ผ่านมานัก นอกซะจากมันจะพร่างพรูออกมาเองเมื่อเหล้าขวดกลมถูกเปิดและจับเวลาต่อไปจากนั้น ชั่วอึดใจ ผลัดกันเล่าเปลี่ยนกันฟัง ถึงบางทีจะซ้ำไปซ้ำมาก็น่าฟัง จากวันนั้นถึงวันนี้ มีรายชื่อหลายคนตกหล่นจากความทรงจำไปบ้าง ตลอดเวลา 5 ปีที่เรียนที่ วิทยาลัยเทคนิคมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม ผมกับเปี๊ยกดูจะไม่ใช้เพื่อนกลุ่มเดียวกันในที แต่ก็ไม่ได้เขม่น คุยหรือทำงานด้วยกันบ้างตามโอกาส หนังสือ เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวก จะอธิบายตัวตนของเปี๊ยกได้ดีกว่าผมสาธยาย
เปี๊ยกเขาเป็นคนอย่างนั้น -
บางทีผมก็หงุดหงิดในสิ่งที่เขาเป็นในสิ่งที่เขาทำ “กูว่ามันกาแดะว่ะ” เพื่อนสักคนพูดขึ้นขณะที่พวกเรานั่งจับเวลาอาจารย์มาสอนช้าเกินสิบนาทีจะไม่มีสิทธิ์สอนทันที และ อย่าหวังว่าจะเห็นหัวพวกเรา เนื่องจากการหลบเรียนจำเป็นต้องไม่มีใครได้หน้า ถ้าทุกคนหายหมดอำนาจการต่อรองเราจะสูง แต่ถ้ามีบางกลุ่มเข้าเรียน พวกเราก็จบกัน และเปี๊ยกมักจะเข้าเรียน ขณะที่พวกเราอยากไปนอนสวนสมเด็จฯอันรื่มรมย์ “ขี้ประจบอีกต่างหาก” เพื่อนสักคนเสริม ขณะเวลาล่วงสิบนาทีไปแล้ว “ปะ เจอกันที่สวน” ผมบิดกุญแจรถ สตาร์ทและนำขบวนออกไป
หลายอย่างที่เปี๊ยกทำในช่วงเวลาที่เรียนหนังสืออยู่นั้น หลากหลายเหลือเ้กิน ถึงผมจะไม่เคยสนใจเขาเลย ให้แดดิ้น ผมยังรู้ว่าเขาเคยสมัครประักวดร้องเพลง ทั้งๆที่เสียงของเขามันโคตรน่าฟัง
เหมือนดังมีดกรีดเฉียน แทบทนไม่ใหวหัวใจ
รักที่ทุกทำร้าย หมดสิ้นความหมายเพราะใคร
เธอสังเวยความรักด้วยหัวใจ เธอสังเวยความรักด้วยร่างกาย
วิืญญานเธอคงยังร้องให้ ยังพ่ายแพ้และปวดร้าวววว..
เป็นเพลงที่เปี๊ยกนำไปออดิชั่น มันไม่ใช่เลย…. เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นเขาทำกับใครบ้าง การเปิดร้านซ่อมนี้ทำให้ผมเห็นคุณธรรมที่ทำให้เขายอมเก็บค่าซ่อมถูกกว่าค่าอะไหล่เสียอีก เป็นดีเจสถานีวิทยุ ผมเองเคยถูกเขามาสัมภาษณ์ไปออกรายการที และหลายๆสิ่งอันที่เขาทำโดยผมไม่จำเป็นต้องรับรู้(และเพิ่งใด้มารับรู้อีกทีจากหนังสือนี้แหละ)
เล็กๆน้อยๆในความทรงจำ -
ผมไม่ได้คุยกับเปี๊ยกตั้งแต่จบปี 2540 จนได้ติดต่อกันอีกทีตอนที่เปี๊ยกอยู่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อไม่นานมานี้ถึงได้คุยสารทุกข์สุกดิบกัน เปี๊ยกไปไกลเหลือเกิน ทั้งชีวิตและการงาน ซึ่งก็คงไม่แปลกถ้าได้มองย้อนหลังกลับไป จะ กาแดะ หรือ ขี้ประจบ ถ้าทำให้ชีวิตมันสวยงาม ก็ไม่ควรโต้แย้ง เวลาจะเป็นตัวบอกมันเอง อย่างที่เปี๊ยกเป็น
หนังสือ เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวก จึงอาจเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำพาชีวิตให้สู้กับทุกสิ่งอย่าง เพื่อชัยชนะของชีวิต ไม่ควรซื้อเก็บ แต่ควรซื้ออ่าน
ปล.ขอบ่นเรื่องปกหนังสือหน่อยมันดูยากมากในระยะ 2.5 เมตร
หนังสือเล่มนี้ “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จะว่าไปก็คงธรรมดา ธรรมดาที่มีบ้าน แล้วดันมีหลายห้องเลยแบ่งให้เช่า โดยก็ต้องมีเจ้าของห้องเช่า และก็มีผู้เช่าห้องเป็นธรรมดา
ไม่รู้ผมมัวไปอยุ่ที่ไหน ถึงยอมให้หนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ลอยนวลพิมพ์อยู่ได้ถึงครั้งที่ 54 แล้ว โดยที่ยังไม่ได้อ่าน จะว่าไปจำนวนพิมพ์ครั้งที่ 54 ก็ยังน้อยกว่า 
“วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน” เมื่อสายตาผมมองผ่านแวบไปแล้ว ก็ต้องย้อนสายตาหันกลับมามองใหม่อีกครั้ง เนื่องจากชื่อหนังสือนั้นตรงๆและน่าสนใจในเนื้อหายิ่ง เวลาผมดูหนังสือผมมักเริ่มอ่านจากคำนำก่อนเสมอ เพื่อหาแรงดึงดูดหรือความน่าสนใจในเบื้องต้น ก่อนจะเปิดเข้าไปดูบทแรกและหน้าท้ืายๆในกรณีที่เป็นนักเขียนที่ไม่คุ้นเลย(กลัวเรื่องมาตฐานแรกๆอ่านสนุกหลังๆกลวง) เล่มนี้ก็เช่นกัน เริ่มจากคำนำจนจบ สะดุดกับชื่อเว็บไซต์คุ้นๆ www.fringer.org เป็นเว็บไซต์ของคุณผู้แปลที่ผมเองก็เข้าไปอ่านบ้างแม้ไม่ประจำแต่ก็ไปบ่อยๆ จริงๆก็เพิ่มเว็บนี้ใน BlogRoll ตั้งนานแล้วแหละ ด้วยเหตนี้ก็ไม่ต้องเช็คเนื้อหาภายในกันมากมาย เลยได้หยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาจ่ายตังค์แล้วพากลับบ้านซะเดี๋ยวนั้น
คอมเม้นท์ล่าสุด