อ่านหนังสือ


เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวกประมาณ 17 ปีที่แล้วช่วงที่ผมจบ ม.3 จากโรงเรียนมัธยมเล็กๆภายในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม ผันตัวเองเข้าเรียนต่อยังวิทยาลัยเทคนิคมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม จากเด็กกระโปรงบานขาสั้น ก็กลายกลับมาเป็น กระโปรงฟิตรัดติ้วและกางเกงขายาว มีความเปลี่ยนแปลงกับตัวเองมากมาย หลายๆคนคงเป็นเช่นนี้ ทั้งสถานที่เรียนใหม่ การเรียนแนวใหม่ ครูบาอาจารย์ใหม่ และแน่นอน “เพื่อนใหม่”

เปี๊ยก (ยงยุทธ วรรนณา) เป็นหนึ่งในนิยามที่ผมเรียกว่า เพื่อนใหม่ แม้จะไม่ได้สนิทกันเท่าไร และความทรงจำที่ซีดจางของวันวาน ผมไม่ค่อยจะคิดถึงอดีตที่ผ่านมานัก นอกซะจากมันจะพร่างพรูออกมาเองเมื่อเหล้าขวดกลมถูกเปิดและจับเวลาต่อไปจากนั้น ชั่วอึดใจ ผลัดกันเล่าเปลี่ยนกันฟัง ถึงบางทีจะซ้ำไปซ้ำมาก็น่าฟัง จากวันนั้นถึงวันนี้ มีรายชื่อหลายคนตกหล่นจากความทรงจำไปบ้าง ตลอดเวลา 5 ปีที่เรียนที่ วิทยาลัยเทคนิคมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม ผมกับเปี๊ยกดูจะไม่ใช้เพื่อนกลุ่มเดียวกันในที แต่ก็ไม่ได้เขม่น คุยหรือทำงานด้วยกันบ้างตามโอกาส หนังสือ เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวก จะอธิบายตัวตนของเปี๊ยกได้ดีกว่าผมสาธยาย

เปี๊ยกเขาเป็นคนอย่างนั้น -

บางทีผมก็หงุดหงิดในสิ่งที่เขาเป็นในสิ่งที่เขาทำ “กูว่ามันกาแดะว่ะ” เพื่อนสักคนพูดขึ้นขณะที่พวกเรานั่งจับเวลาอาจารย์มาสอนช้าเกินสิบนาทีจะไม่มีสิทธิ์สอนทันที และ อย่าหวังว่าจะเห็นหัวพวกเรา เนื่องจากการหลบเรียนจำเป็นต้องไม่มีใครได้หน้า ถ้าทุกคนหายหมดอำนาจการต่อรองเราจะสูง แต่ถ้ามีบางกลุ่มเข้าเรียน พวกเราก็จบกัน และเปี๊ยกมักจะเข้าเรียน ขณะที่พวกเราอยากไปนอนสวนสมเด็จฯอันรื่มรมย์ “ขี้ประจบอีกต่างหาก” เพื่อนสักคนเสริม ขณะเวลาล่วงสิบนาทีไปแล้ว “ปะ เจอกันที่สวน” ผมบิดกุญแจรถ สตาร์ทและนำขบวนออกไป

หลายอย่างที่เปี๊ยกทำในช่วงเวลาที่เรียนหนังสืออยู่นั้น หลากหลายเหลือเ้กิน ถึงผมจะไม่เคยสนใจเขาเลย ให้แดดิ้น ผมยังรู้ว่าเขาเคยสมัครประักวดร้องเพลง ทั้งๆที่เสียงของเขามันโคตรน่าฟัง

เหมือนดังมีดกรีดเฉียน แทบทนไม่ใหวหัวใจ

รักที่ทุกทำร้าย หมดสิ้นความหมายเพราะใคร

เธอสังเวยความรักด้วยหัวใจ เธอสังเวยความรักด้วยร่างกาย

วิืญญานเธอคงยังร้องให้ ยังพ่ายแพ้และปวดร้าวววว..

เป็นเพลงที่เปี๊ยกนำไปออดิชั่น มันไม่ใช่เลย…. เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นเขาทำกับใครบ้าง การเปิดร้านซ่อมนี้ทำให้ผมเห็นคุณธรรมที่ทำให้เขายอมเก็บค่าซ่อมถูกกว่าค่าอะไหล่เสียอีก เป็นดีเจสถานีวิทยุ ผมเองเคยถูกเขามาสัมภาษณ์ไปออกรายการที และหลายๆสิ่งอันที่เขาทำโดยผมไม่จำเป็นต้องรับรู้(และเพิ่งใด้มารับรู้อีกทีจากหนังสือนี้แหละ)

เล็กๆน้อยๆในความทรงจำ -

ผมไม่ได้คุยกับเปี๊ยกตั้งแต่จบปี 2540 จนได้ติดต่อกันอีกทีตอนที่เปี๊ยกอยู่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อไม่นานมานี้ถึงได้คุยสารทุกข์สุกดิบกัน เปี๊ยกไปไกลเหลือเกิน ทั้งชีวิตและการงาน ซึ่งก็คงไม่แปลกถ้าได้มองย้อนหลังกลับไป จะ กาแดะ หรือ ขี้ประจบ ถ้าทำให้ชีวิตมันสวยงาม ก็ไม่ควรโต้แย้ง เวลาจะเป็นตัวบอกมันเอง อย่างที่เปี๊ยกเป็น

หนังสือ เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวก จึงอาจเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำพาชีวิตให้สู้กับทุกสิ่งอย่าง เพื่อชัยชนะของชีวิต ไม่ควรซื้อเก็บ แต่ควรซื้ออ่าน

ปล.ขอบ่นเรื่องปกหนังสือหน่อยมันดูยากมากในระยะ 2.5 เมตร

บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่าหนังสือเล่มนี้ “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จะว่าไปก็คงธรรมดา ธรรมดาที่มีบ้าน แล้วดันมีหลายห้องเลยแบ่งให้เช่า โดยก็ต้องมีเจ้าของห้องเช่า และก็มีผู้เช่าห้องเป็นธรรมดา

หนังสือเรื่องนี้จึงไม่เอาไหน -
ไม่เอาไหนเอาเสียเลย -

ซ้ำตัวละคนแต่ล่ะตัวยิ่งไม่เอาไหนไปใหญ่

เพริด เทียบทอง รูปร่างบาง แต่ไม่สูง ริมฝีปากบาง และมีไฝแดงแกมเขียวเม็ดเท่ามดลูกแมลงวันแปะอยู่ริมล่างด้านซ้าย ถ้าเขายิ้ม มองเห็นความถือดีจับเป็นคราบอยู่บนฟันผุมากกว่าสิบซี่ และเขายิ้มบ่อยจนน่าจะใช้คำว่าฟุ่มเฟีอย ถ้ากินเหล้ามาแล้วสักสามในสี่ของขวดกลม เขาเดินหลบเงาตัวเองตลอดทางจนถึงบ้าน

แบน สายหยุด ใบหน้ากลมเหมือนกะละมังบิ่นเป็นแว่นและตูดทะลุ จมูกหักไม่มีสัน รูสิวปรุตามร่องแก้ม บางรูโตจนแมลงวันแทบบินเข้าไปอาศัยนอนเล่นได้ ก้นปอดและพุงโร กินจุ น่าสงสัยว่าจะมีตัวตืดขดอยู่ในลำใส้ช่วยกิน เขาเป็นช่างไม้ไม่สังกัดกับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง หรือ กับใครทั้งนั้น จึงมีโอกาสว่างงานเดือนล่ะหลายวัน เขาพูดเล่นสำนวนพระเอกนวนิยายแกร่งกร้าว “หัวใจผมมันร่อนเร่”

และอีกหลายๆคน เชิง ม่านลาย ขาซ้ายด้วน เขาอาจพูดสัปโดกจนน่าหัวเราะและน่ารากแตกในขณะเดียวกันบนใบหน้าเคร่งขรึม แต่เมื่อพูดถึงการตายที่น่าเศร้าของเพื่อนของเราบางคน ดันทะลึ่งมีรอยยิ้มบนใบหน้าที่น้ำตาไหลพราก แย้ม โคกนุ่น เป็นคนไม่เอาไหนผู้น่ารัก ยง เสนาไพร นายแบบเดินแฟชั่น อายุ 23 รูปร่างสะโอด ก้นแป้ว อกแฟบ เอวคอด และ อวัยวะอื่นน่าจะลีบตามไปด้วย และอีกหลายๆคนที่ไม่เอาไหนเอาเสียเลย ที่ต้องมาใช้ชีวิตใน บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า ชายคาเดียวกัน

ตอกย้ำความไม่เอาไหนอีกทีเพราะนี่เป็นหนังสือของ “รงค์ วงษ์สวรรค์” ความไม่เอาไหนจึงมากเท่าทวีคูณ -

บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า ไม่เอาไหนขนาดที่สำนักพิมพ์ แกล้งลืมพิมพ์ -

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เอาไหน จึงควรต้องอ่าน”บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” แบ่งให้เพื่อนที่ไม่เอาไหนของคุณได้อ่านด้วย

และสำหรับ คนที่เอาที่ไหน? ยิ่งต้องอ่าน -

มาร่วมลุ้นว่าคนไม่เอาไหนต่างคนต่างแย่ แต่ถ้าพวกเขารวมตัวกันล่ะ? (ตอนจบโคตรเศร้าเลยว่ะ  :cry:   )

ปล. สำหรับคนที่ไม่เอาไหนขณะอ่านห้ามดื่มสุราเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการกระดกแก้วลดลง – - “

เข็มทิศชีวิตไม่รู้ผมมัวไปอยุ่ที่ไหน ถึงยอมให้หนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ลอยนวลพิมพ์อยู่ได้ถึงครั้งที่ 54 แล้ว โดยที่ยังไม่ได้อ่าน จะว่าไปจำนวนพิมพ์ครั้งที่ 54 ก็ยังน้อยกว่า ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85 (ฮา)

โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนังสือประเภท บริหารชีวิตจิตใจ อะไรทำนองนี้เท่าไร เพราะคิดว่ามันคงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก คิดว่าอะไรๆมันก็อยู่ที่ใจเราเราเป็นคนกำหนด ใครจะมาสั่งเราถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ ถึงถูกแต่ไม่ชอบก็ไม่ทำ ยิ่งเป็นหนังสือด้วยแล้วมันจะดีได้แค่ไหนเชียว

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้มาดู เนื่องจากคุ้นๆเพราะมันมีโฆษณาในโรงหนังของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ที่เอาเรื่องราวของคนสามคนรวมถึงคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ มาเล่าเรื่องการใช้ชีวิตแบบพอเพียงบนหนทางของความพอดี เลยลองอ่านดู และได้รับรู้ถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ที่ซ่อนอยู่ข้างใน จึงหยิบติดมือกลับมาอ่านต่อ(จ่ายตังค์แล้ว)

หนังสือเข็มทิศชีวิตแม้จะเป็นหนังสือที่ไม่หนามาก เพียง 203 หน้าเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นหนังสือที่มีแง่คิดการใช้ชีวิตที่ดีมากๆยังสอดแทรกหลักธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย บางบทอาจจะทิ่มตำความรู้สึกของผู้อ่านขั้นรุนแรง ทุกคนมีปัญหา และทุกปัญหามีหนทางในการแก้ที่ดีที่สุดเสมอ ถึงการแก้มันจะไม่ดิจิตอล “0″ กับ “1″ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้รู้ถึง ทุกข์ และ ต้นตอของการเกิดทุกข์ เมื่อรู้ว่าทุกข์เกิดที่ไหน เมื่อนั้นการดับทุกข์ของเราก็จะถูกที่ถูกทาง เหมือนเช่น ทำงานไม่เสร็จเครียดปวดหัวจะส่งงานอยู่แล้งแต่ยังไม่เสร็จเลย ก็แก้ปัญหาโดยการไปดูหนัง ไปเที่ยวกับเพื่อน ลืมเรื่องงานไปได้พักนึง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานต่ออยุ่ดีแถมเวลาก็เหลือน้อยลงอีก นี่คือการแก้ปัญหาที่ผิดๆ (ผมทำประจำ – -”)

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ยังไม่จบเลย ที่อ่านยังไม่จบเพราะว่าไม่อยากจะให้มันจบเอง เหมือนเราเจออาหารจานที่ถูกใจกินคำไหนอร่อยคำนั้น จะรีบกินก็กลัวหมด ต้องค่อยๆละเลียดทีละคำเพื่อซึมซับรับรสชาติอันหอมหวานอเร็ดอร่อย เหมือนหนังสือเล่มนี้อ่านเร็วไปเดี๋ยวจบเร็ว ค่อยๆอ่านซึมซับกัับแง่คิดดีๆที่แทรกซึมอยู่ในทุกตัวอักษรทั้งในบรรทัดและระหว่างบรรทัด

มีหลายคนที่อ่านจบแล้ว มักจะไถ่ถามถึงหนังสือเล่มใหม่ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ว่าจะมีออกมาหรือเปล่า ก็คงต้องรอกันต่อไป ผมเองคิดว่า คุณฐิตินาถ คงไม่คิดที่จะขายหนังสือเพื่อความร่ำรวยอะไร หากแค่ต้องการเผยแพร่คุณค่าที่มีในหนังสือเล่มนี้มากกว่า หนำซ้ำหนังสือเล่มนี้ยังสามารถอ่านทั้งหมดได้ออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.kemtidchewit.com และยังกำลังทำหนังสือเสียงที่ไม่ต้องอ่านอีก บางทีผมว่าการเขียนหนังสือไม่จำเป็นต้องมากเล่ม แต่เน้นกันที่คุณค่า เขียนหนังสือมาหนึ่งเล่มยอดพิมพ์สัก 50 ครั้ง ยังดีกว่าเขียนหนังสือเป็น 10 เล่มแต่ยอดขายนิดหน่อย เรื่องยอดขายไม่ใช่เรื่องผิดแผกอะไร แต่เคยรับรู้มาว่านักเขียนบางคนมีการตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าหนึ่งปีจะออกหนังสือกี่เล่มๆ รวมทั้งเขียนเรื่องสั้น,บทความลงหนังสือโน่นนี่มากมาย อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหาคุณค่าของหนังสือได้อย่างไร นอกจากปริมาณ ..

ปล. แต่นักเขียนบางท่านก็ต้องยอมเขานะ เพราะของเขาดีจริงๆ อิอิ

ทั้งชื่อหนังสือทั้งภาพปกหน้า ถ้าปราดสายตาแค่ผ่าน มันก็อาจจะพาสุ่มเดาเข้ารกเข้าพงกันไปโน่น “หนาวผู้หญิง” ผลงานการเขียนของ รงค์ วงษ์สวรรค์ ถือว่าเป็นหนังสือเล่มแรกในจำนวนหลายสิบเล่มของ คุณลุงรงค์ เลยก็ว่าได้เพราะได้จัดพิมพ์มาตั้งแต่ปีพศ.2503  ปีนั้นนอกจากผมยังไม่เกิด คุณพ่อกับคุณแม่ผมท่านก็ยังเป็นสาวเป็นหนุ่มอยู่เลยแหละ ยิ่งแม่ผม สวยไม่แพ้ อมรา หรือจะวิไลวรรณ ถ้ามายืนประกวดกัน กรรมการมีปวดหัว หนังสือมีอายุเลยเลขสามไปหลายปีแล้วแต่กับจำนวนพิมพ์ครั้งที่สามไม่ถือว่ามากเมื่อเทียบกับหนังสืออื่นๆ แต่เรื่องความขลังไม่แน่ อิอิ

รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ชายที่เกิดมาเพื่อ หนังสือ เหล้า ธรรมะ กัญชา เลนส์กล้อง ดงนักเลง และผู้หญิงคนหนึ่ง จะนิยามยังไงก็แล้วแต่ แต่ รงค์ วงษ์สวรรค์ สำหรับผม คือนักเขียนที่มีสำนวนการเขียนที่แปลกประหลาด ชวนอ่าน ใช้ภาษาได้เจ็บปวด ตามยุคตามสมัย และไม่แปลกเลยกับหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ ปี พศ. 2503 ที่จะอ่านยากนิดหน่อยทั้งเรื่องของตัวละคร ตัวภาษา หรือสถานที่ ล้วนย้อนยุคย้อนสมัย แต่ก็ถือว่าได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัวว่างั้น

หนาวผู้หญิง เป็นหนังสือแบ่งเป็นตอนๆแบบไม่ต่อเนื่อง ความหนา 576 หน้า เหมาะติดกระเป๋าเดินทางหรือเบาะหลังรถ อ่านได้เรื่อยๆ ฆ่าเวลา หรือ จะอ่านกันม้วนเดียวจบก็ยังไหว

ข้าพเจ้าเรียกสำนวนหนังสือของข้าพเจ้ายังงี้เอง เพราะเมืองไทย มีนักเขียนสำนวน “เพรียวลม” มากเกินไป จึงขอเป็นอย่างอื่นเสียคนเดียว จะได้ไม่เหมือนใคร และที่จะเขียนต่อไปนี้ก็คงจะเป็นคำนำนั่นเอง

เช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาอย่างอกแห้งแล้วใจเต็มที ข้าพเจ้าและรัตนะ ยาวะประภาษพบว่ามีบุหรี่อยู่เพียงสองสามมวนในซองหล่นอยู่ข้างเตียง ทั้งสองคนนับเงินในกระเป๋ารวมกันแล้วไม่ถึงสิบบาท นี่ไม่ใช่สิ่งปกติ เราใช้เงินกันไม่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร มีเท่าไหร่ใช้ให้มันหมดไปตอนกลางคืน รุ่งเช้าก็หาใหม่ เจ้าสำราญเกินไป ถึงมีเมียกันไม่ได้สักที

เรียกเด็กให้หากาแฟมาให้กิน

“ถ้ามีเงินสักก้อนเดี๋ยวนี้” รัตนะพูดขึ้น “..จะไปนอนหาดวงพระจันทร์สักครึ่งเดือน พักผ่อนเสียบ้าง”

“งั้นไปขายต้นฉบับให้ทีซี นึกออกเดี๋ยวนี้เอง ต้นหนาวปีนี้อยากออกหนังสือสักเล่ม”

“..เรื่องอะไร?”

“ยังไม่ได้เขียนเลย”

“เอาแต่ชื่อก่อน…?”

“หนาวผู้หญิง”

หนาวผู้หญิง จะหนาวเพราะเห็นผู้หญิงหรือผู้หญิงทำให้หนาวก็ลองหาอ่านกันครับ…

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน” เมื่อสายตาผมมองผ่านแวบไปแล้ว ก็ต้องย้อนสายตาหันกลับมามองใหม่อีกครั้ง เนื่องจากชื่อหนังสือนั้นตรงๆและน่าสนใจในเนื้อหายิ่ง เวลาผมดูหนังสือผมมักเริ่มอ่านจากคำนำก่อนเสมอ เพื่อหาแรงดึงดูดหรือความน่าสนใจในเบื้องต้น ก่อนจะเปิดเข้าไปดูบทแรกและหน้าท้ืายๆในกรณีที่เป็นนักเขียนที่ไม่คุ้นเลย(กลัวเรื่องมาตฐานแรกๆอ่านสนุกหลังๆกลวง) เล่มนี้ก็เช่นกัน เริ่มจากคำนำจนจบ สะดุดกับชื่อเว็บไซต์คุ้นๆ www.fringer.org เป็นเว็บไซต์ของคุณผู้แปลที่ผมเองก็เข้าไปอ่านบ้างแม้ไม่ประจำแต่ก็ไปบ่อยๆ จริงๆก็เพิ่มเว็บนี้ใน BlogRoll ตั้งนานแล้วแหละ ด้วยเหตนี้ก็ไม่ต้องเช็คเนื้อหาภายในกันมากมาย เลยได้หยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาจ่ายตังค์แล้วพากลับบ้านซะเดี๋ยวนั้น

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน เล่มนี้เป็นพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว เป็นหนังสือแปลโดยคุณ สฤณี อาชวานันทกุล จากเว็บ www.fringer.org นั่นเอง โดยหนังสือได้รวบรวมคำกล่าวสุนทรพจน์ให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ในวันรับปริญญาเป็นประเพณีประจำมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยจะมีผู้ที่ได้รับเชิญมากล่าวมักจะเป็นผู้มีชื่อเสียงในหลายวงการ ส่วนตัวแล้วผมชอบฟังชอบอ่านเรื่องราวต่างๆของคนเหล่านี้ นอกจากได้แรงบันดารใจแล้ว บางช่วงตอนชีวิตของคนเหล่านี้ยังได้ถ่่ายทอดความอ่อนแอ ความแข็งแกร่ง ความบ้า ความผิดพลาด ต่างๆนาๆ ที่บางทีเราเองสามารถมีประสพการณ์ ด้วยการอ่านจากประสพการณ์ชีวิตของคนเหล่านี้แทน บางทีมันอาจลดทอนเวลาในการลองผิดลองถูกของเราเองลงไปได้ ไม่มากก็น้อย แม้ผมก็ไม่ได้จบปริญญา แต่ก็ไม่เคยที่จะหยุดศึกษาหาความรู้ คิดเสมอว่าความรู้ไม่ได้อยู่ที่ห้องเรียน โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย จริงๆแล้วตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความคิดนี้ทั้งถูกทั้งผิด แต่ถ้าถามอีกทีตอนนี้ว่าอยากเรียนต่อหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าพอใจกับที่เป็นอยู่ แต่มันเลือกไม่ได้แล้วต่างหาก ขอเรียนทางอินเตอร์เน็ต และอ่านจากความสำเร็จของคนอื่นไปก่อนล่ะกัน ..

Next Page »

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes