อ่านหนังสือ


เขียนถึงหนังสือบ้างประปรายหลายเล่มอยู่ แต่ก็ไม่เคยเขียนถึงห้องสมุดเลยสักครั้ง เอาล่ะ ไหนๆจะเขียนถึงห้องสมุดก็ขอเป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เสียเลยล่ะกัน ผมตระเวนไปเจอเว็บ http://www.ilovelibrary.com/ โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของบริษัท โอเพ่น เซิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้บริการเกี่ยวกับหนังสืออีเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถโหลดมาอ่านได้ฟรี มีหนังสือถึงไม่เยอะมาก แต่ก็มากพอที่จะค้นหาเรื่องที่เราอยากอ่านได้อยู่เหมือนกัน และที่สำคัญในการโหลดมาอ่านนั้นยังเป็นบริการที่ฟรีอยู่ ผมเองก็โหลดมาตุนไว้หลายเล่มแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำอาหาร 5555 สนใจก็เข้าไปดูชมและเลือกหากันไปไว้อ่านได้ตามอัธยาศัยครับ..

ตัวอย่างหนังสือที่โหลดมาอ่าน(ฟรี)

นานมากแล้วที่ไม่ได้อ่านหนังสือของคุณพี่ “ชาติ กอบกิตติ” ในเวลาปกติผมจะชอบไปเดินดูหนังสือที่ซีเอ็ดบุ๊ค ที่เซ็นทรัลพระรามสอง ที่ไปที่นี่เพราะมันใกล้บ้านดี นานๆทีได้เข้าเมืองได้เดินดูหนังสือในร้านใหญ่ๆก็ตื่นตาตื่นใจดี

ถ้าผมไม่ผิดก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นหนังสือของคุณพี่ “ชาติ” วางขายที่ซีเอ็ดเลย นี่อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายส่งหนังสือ หรือไม่ผมก็มั่ว(อีกตามเคย)

ทุกครั้งที่หยิบหนังสือของคุณพี่ “ชาติ” ขึ้นมาดูผมมักจะเช็คจำนวนครั้งที่พิมพ์ของหนังสือชุดของคุณพี่ “ชาติ” ทุกครั้งว่าไปถึงไหนแล้ว เมื่อดูแล้วเห็นแล้ว ก็ปลื้มใจแทนทุกที บางเล่มพิมพ์ไปแล้ว 42 ครั้ง (คำพิพากษา) ในจำนวน 15 ชุด มีชุดเดียวที่เพิ่งพิมพ์ครั้งแรกคือ “ล้อมวงคุย” และเป็นเล่มล่าสุด (ก็แน่ล่ะ)

“ล้อมวงคุย” เป็นงานเขียนที่อยู่ในหนังสือ “สีสัน” (ผมไม่เคยอ่านสักเล่ม สีสันมีมาแล้วกว่า 17 ปี) ในคอลัมน์ชื่อ “ล้อมวงคุย” หนังสือเล่มนี้เลยเป็นการรวมงานเขียนในคอลัมน์ “ล้อมวงคุย” จากหนังสือ “สีสัน” นั่นเอง

ทุกครั้งที่อ่านหนังสือของคุณพี่ “ชาติ” นอกจากความเรียบง่ายของภาษา เดินเรื่องไม่วกวนซับซ้อน มีมุกให้ได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สม่ำเสมอ อ่านแล้วไม่ค่อยอยากวาง ทั้งยังได้รับสาระความบันเทิงและแง่คิด อ่านแล้วมีความสุข ก็เลยอยากจะให้คุณๆท่านๆที่ชอบอ่านหนังสือได้ลองใช้บริการดูสักเล่มเถิด..

ปกหน้าของหนังสือ

สองสามวันก่อนไปเดินเซ็นทรัลพระรามสอง ไปซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน หลังจากได้หนังสือพิมพ์แล้ว ก็เดินดูหนังสือไปเรื่อยๆ จนไปสะดุดหนังสือเล่มหนึ่งเข้า รูปร่างหนังสือนอกจากแปลกๆแล้ว คำโปรยบนหน้าปกก็เขียนไว้อย่างน่าสนใจ “คิดถึง คนที่ ไม่ได้ ไปหา” ผมหยุดสายตาลงที่หนังสือเล่มนี้แล้วหยิบขึ้นมาดู พอเห็นชื่อผู้แต่งผมก็หยิบหนังสือเล่มนี้ไปจ่ายเงินทันที นั่นคือ “อารักษ์ อาภากาศ” นั่นเอง

ปกหลังของหนังสือ

ผมจ่ายค่าหนังสือแล้ว ขณะเดินออกมาจากร้านนั้นได้ลองพลิกๆดูหนังสือเนื้อใน ก็ต้องตกใจเพราะตัวหนังสือนั้นออกจะหนาทีเดียว แต่หลังจากเปิดไปได้สัก 10 กว่าแผ่น หลังจากนั้นเป็นหน้ากระดาษเปล่าๆอีกกว่า 40 แผ่น “หรือผิดพลาดที่การพิมพ์” ผมเดินเอาหนังสือกลับไปให้พนักงานดู พนักงานขายหนังสือทำหน้างงๆ เพราะคงไม่ได้เปิดดูมาก่อนเหมือนกัน ก่อนที่เธอจะเปิดดูเล่มอื่นๆ ซึ่งก็เป็นเหมือนกัน คือ ทั้งเล่มเป็่นกระดาษเปล่าๆเกิือบ 40 แผ่น ส่วนผมเองนั้นไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร และได้บอกกับพนักงานขายไปว่า

ไม่เป็นไรครับ นี่คงเป็นความจงใจของสำนักพิมพ์

และได้บอกพนักงานขายต่อไปอีกว่า (ยังเห็นว่าเธอยังงงๆอยู่)

ไม่ต้องแปลกใจมากหรอกครับ ขนาดชื่อสำนักพิมพ์ยังชื่อว่า สำนักพิมพ์ไปทำไม

ทำให้เธอพลิกไปดูแผ่นหน้าๆ เพื่อยืนยันคำพูดของผม เมื่อเธอเห็นชื่อสำนักพิมพ์เธอยิ่งเอ๋อไปใหญ่แล้วยังเรียกเพื่อนมาดูอีก ส่วนผมก็เดินกลับออกมาเพื่อจะกลับบ้านและคิดในใจว่า ถ้าได้รู้จัก “อารักษ์ อาภากาศ” กันจริงๆ คงต้องเอ๋อมากกว่านี้เป็นแน่

เหตุใดถึงบอกว่าถ้ารู้จัก “อารักษ์ อาภากาศ” มากๆแล้วจะเอ๋อมากกว่านี้ ความจริงผมก็ไม่ได้รู้จักพี่เขามากมายอะไรนัก หากแต่ได้ซึมซับบทบาทชีวิตตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อ “ไอ้ไท” ในหนังสือเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ที่แต่งโดยชาติ กอบกิตติ ตัวละครตัวนี้ก็คือ “อารักษ์ อาภากาศ” ในชีวิตจริงนั่นเอง (ว่าแล้วก็อยากหามาอ่านอีก)

ตัวหนังสือเองไม่ค่อยมีอะไรมาก (่ก็แน่ล่ะเขียนแค่20กว่าหน้าเอง) อาจจะมองว่าเป็นเพลงอัลบั้มหนึ่งก็ได้เพราะมีซีดีเพลงถึง 11 เพลงติดมาด้วย แต่ยอมรับว่าเพลงแกยอดเยี่ยมจริงๆ เครื่องดนตรีมีเพียง กีต้าร์โปร่ง กับ หีบเพลง สองชิ้น ผมเอามาให้ฟังสักสองเพลงล่ะกัน

Get the Flash Player to see the wordTube Media Player.

สำหรับใครที่ชื่นชอบ กวี ศิลปิน คนนี้ก็ควรพลาดไปหาซื้อมาเก็บไว้นะครับ(ตั้งใจเขียนครับ เพราะผมพลาดไปแล้ว - -”)

ปล. ฝากเว็บของพี่เขาไว้ด้วย http://arakabakaz.com/

นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้อ่านหนังสือแบบเป็นเรื่องเป็นราวสักเล่ม อาจจะเพราะปัญหาสุขภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ รู้แต่ว่าหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านก็ได้ไม่เกินสองหน้าเป็นต้องวางลง หรือไม่ก็หลับ ประโยชน์ของหนังสือในห้วงเวลาหลายๆเดือนที่ผ่านมา ก็เลยกลายเป็ยยานอนหลับไปเสียฉิบ อาจจะด้วยชีวิตที่สุญเสียการทรงตัว ผิดหวังในโชคชะตา บางวันก็พาลเหงาเอาเฉยๆ ชีวิตแม้ดูราบเรียบแต่ก็วุ่นวายในความรู้สึกภายใน ในหลายๆวาบความคิดที่มีคำถามลอยมาแต่ไกล ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร? ชีวิตจะต้องดำรงค์อยู่ต่อไปเพื่อสิ่งใด? จุดจบของชีวิตคือปลายทางของการเดินทางจริงหรือไม่? ยัง…ผมยังไม่อยากตายตอนนี้ แค่แปลกใจตัวเอง ไม่รู้เกิดมาเพื่อทำอะไรดูไม่มีเป้าหมายในชีวิตเอาซะเลย บ่นเพราะเบื่อชีวิตจริงๆผับผ่า (แต่ยืนยันอีกทีว่ายังไม่อยากตายตอนนี้)

หนังสือ “ถ้ามันเหนื่อยเกินไป…ก็พาหัวใจกลับบ้าน” เป็นหนังสือจากค่ายใยไหม เขียนโดยปูปรุง และเป็นหนังสือเล่มที่สองของเธอที่ผมได้อ่าน เล่มแรกนั้นอ่านนานมากแล้วตอนอกหัก(มั้ง) คือเรื่อง วันนั้นอ่อนแอ แต่วันนี้ไม่ใช่”

หลายครั้งหลายคลาที่ชีวิตเจอปัญหา หลายครั้งที่ท้อแท้ ก็ได้เนื้อหาจากหนังสือดีๆ ความคิดดีๆ จาก”ปูปรุง”นี่แหละที่คอยเป็นเพื่อน คอยเป็นที่ปรึกษา ทำให้อารมณ์เย็นลงบ้าง ปล่อยวางลงบ้าง หายเหงาลงบ้าง มีกำลังใจสู้ๆต่อไป คุณล่ะครับ… ถ้าข้างนอกนั้นทำให้คุณเหนื่อยทำให้คุณท้อ ก็พาหัวใจคุณกลับบ้านนะครับ.

การเดินทางของชีวิต เราต่างก็เหนื่อยกันทั้งนั้น

และคงจะไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากหรอกว่า

เส้นทางสายนี้ช่างสวยงามและเต็มไปด้วยความสุข

มีคำเปรียบเทียบที่น่าคิดว่า

คนขลาด คือคนที่ไม่กล้าออกเดินทาง

คนอ่อนแอ มักตายไประหว่างทาง

คนแข็งแกร่งเท่านั้น ที่ไปถึงจุดหมาย

แล้วตัวเราล่ะ อยากเป็นนักเดินทางแบบไหน

แล้วความแข็งแกร่งที่ว่านั้น

ฉันว่าเขาคงไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของร่างกาย

เพียงอย่างเดียว แน่นอน…

ปล. ลืมให้เครดิตน้องนุ้ยเจ้าของหนังสือครับ อ่านนานหน่อยแต่ก็จบจนได้ :smile:

book.jpgปิดบริสุทธิ์ เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่เขียนโดย วาด รวี และเป็นเล่มแรกที่ผมได้อ่านผลงานของ วาด รวี เล่มที่ผมถืออยู่ในมือนี้ก็น่าจะเป็นเล่มที่เพิ่งพิมพ์ครั้งล่าสุด นั่นคือ พิมพ์ครั้งที่3 (มกราคม 2550) แต่ถ้าดูจากการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ กุมภาพันธ์ 2544 ก็ถือว่า ถนนสายน้ำหมึกของ ปิดบริสุทธิ์ ช่างได้ถูกโรยด้วยกรวดหินดินทรายมิปาน เหตุผลที่หยิบหนังสือเล่มนี้กลับบ้านนะหรือ(จ่ายตังค์และมีใบเสร็จ) เพราะประโยคเดียว “เรื่องรักของคนซีเรียส”

รัก แม้เส้นทางจะถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือ ขวากหนาม ก็ไม่เห็นมีใครจะใส่ใจ กลับโผกระโจนเข้าใส่ ไม่ว่ารักนั้นจะยากเย็น ไม่ว่ารักนั้นจะแสนเข็น ไม่ว่ารักนั้นจะทำให้ควายบางตัวตาบอด แต่ขอแค่ให้ได้รักได้ห่วงหา อาทร มีใครบ้างนะในโลกนี้ที่ไม่รู้จักคำว่า “รัก” และมีใครบ้างนะที่ไม่เคยเสียใจให้กับคำว่า “รัก”

“พัฒน์ สุวรรณโนและวีณา ธรรมวิวัฒน์ ได้สบสายตาและเกิดแรงดึงดูดขึ้นระหว่างกันขณะร่วมทำกิจกรรมหนึ่งในโรงเรียนพานิชย์ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มสานทอสายใยพิเศษขึ้นในยามที่ฝ่ายชายมีอายุสิบเจ็ดปีเต็ม และฝ่ายหญิงเพิ่งจะย่างสิบหก
ความรักที่พัฒน์และวีณาช่วยกันถักทอ ก่อประสานเป็นรักที่งดงาน คุ้นเคยกับการสัมผัสกาย เดินจุงมือ หยอกล่อต่อกระซิก โดยที่ พัฒน์ เริ่มสงสัยว่าตัวอะไรนะที่อยู่ในตัวเขาที่ทำให้เขาสับสน จนวันหนึ่ง พัฒน์ เอ่ยปากชวน วีณา ไปเที่ยวเกาะแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก และที่นั้น ห้าคืนที่นั่น ที่ๆ วีณาถูกเปิดบริสุทธิ์ และจากที่นั่นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ความบริสุทธิ์ที่ถูกเปิดก็ถูกปิดตายลงอีกครั้ง มันเป็นนรกหรือสวรรค์กันนะ..”

“คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นสัตว์ชนิดไหน”

« Previous PageNext Page »