Category: อ่านหนังสือ


ปกหน้าของหนังสือ

สองสามวันก่อนไปเดินเซ็นทรัลพระรามสอง ไปซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน หลังจากได้หนังสือพิมพ์แล้ว ก็เดินดูหนังสือไปเรื่อยๆ จนไปสะดุดหนังสือเล่มหนึ่งเข้า รูปร่างหนังสือนอกจากแปลกๆแล้ว คำโปรยบนหน้าปกก็เขียนไว้อย่างน่าสนใจ “คิดถึง คนที่ ไม่ได้ ไปหา” ผมหยุดสายตาลงที่หนังสือเล่มนี้แล้วหยิบขึ้นมาดู พอเห็นชื่อผู้แต่งผมก็หยิบหนังสือเล่มนี้ไปจ่ายเงินทันที นั่นคือ “อารักษ์ อาภากาศ” นั่นเอง

ปกหลังของหนังสือ

ผมจ่ายค่าหนังสือแล้ว ขณะเดินออกมาจากร้านนั้นได้ลองพลิกๆดูหนังสือเนื้อใน ก็ต้องตกใจเพราะตัวหนังสือนั้นออกจะหนาทีเดียว แต่หลังจากเปิดไปได้สัก 10 กว่าแผ่น หลังจากนั้นเป็นหน้ากระดาษเปล่าๆอีกกว่า 40 แผ่น “หรือผิดพลาดที่การพิมพ์” ผมเดินเอาหนังสือกลับไปให้พนักงานดู พนักงานขายหนังสือทำหน้างงๆ เพราะคงไม่ได้เปิดดูมาก่อนเหมือนกัน ก่อนที่เธอจะเปิดดูเล่มอื่นๆ ซึ่งก็เป็นเหมือนกัน คือ ทั้งเล่มเป็่นกระดาษเปล่าๆเกือบ 40 แผ่น ส่วนผมเองนั้นไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร และได้บอกกับพนักงานขายไปว่า

ไม่เป็นไรครับ นี่คงเป็นความจงใจของสำนักพิมพ์

และได้บอกพนักงานขายต่อไปอีกว่า (ยังเห็นว่าเธอยังงงๆอยู่)

ไม่ต้องแปลกใจมากหรอกครับ ขนาดชื่อสำนักพิมพ์ยังชื่อว่า สำนักพิมพ์ไปทำไม

ทำให้เธอพลิกไปดูแผ่นหน้าๆ เพื่อยืนยันคำพูดของผม เมื่อเธอเห็นชื่อสำนักพิมพ์เธอยิ่งเอ๋อไปใหญ่แล้วยังเรียกเพื่อนมาดูอีก ส่วนผมก็เดินกลับออกมาเพื่อจะกลับบ้านและคิดในใจว่า ถ้าได้รู้จัก “อารักษ์ อาภากาศ” กันจริงๆ คงต้องเอ๋อมากกว่านี้เป็นแน่

เหตุใดถึงบอกว่าถ้ารู้จัก “อารักษ์ อาภากาศ” มากๆแล้วจะเอ๋อมากกว่านี้ ความจริงผมก็ไม่ได้รู้จักพี่เขามากมายอะไรนัก หากแต่ได้ซึมซับบทบาทชีวิตตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อ “ไอ้ไท” ในหนังสือเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ที่แต่งโดยชาติ กอบกิตติ ตัวละครตัวนี้ก็คือ “อารักษ์ อาภากาศ” ในชีวิตจริงนั่นเอง (ว่าแล้วก็อยากหามาอ่านอีก)

ตัวหนังสือเองไม่ค่อยมีอะไรมาก (่ก็แน่ล่ะเขียนแค่20กว่าหน้าเอง) อาจจะมองว่าเป็นเพลงอัลบั้มหนึ่งก็ได้เพราะมีซีดีเพลงถึง 11 เพลงติดมาด้วย แต่ยอมรับว่าเพลงแกยอดเยี่ยมจริงๆ เครื่องดนตรีมีเพียง กีต้าร์โปร่ง กับ หีบเพลง สองชิ้น ผมเอามาให้ฟังสักสองเพลงล่ะกัน

Get the Flash Player to see the wordTube Media Player.

สำหรับใครที่ชื่นชอบ กวี ศิลปิน คนนี้ก็ควรพลาดไปหาซื้อมาเก็บไว้นะครับ(ตั้งใจเขียนครับ เพราะผมพลาดไปแล้ว – -”)

ปล. ฝากเว็บของพี่เขาไว้ด้วย http://arakabakaz.com/

นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้อ่านหนังสือแบบเป็นเรื่องเป็นราวสักเล่ม อาจจะเพราะปัญหาสุขภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ รู้แต่ว่าหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านก็ได้ไม่เกินสองหน้าเป็นต้องวางลง หรือไม่ก็หลับ ประโยชน์ของหนังสือในห้วงเวลาหลายๆเดือนที่ผ่านมา ก็เลยกลายเป็ยยานอนหลับไปเสียฉิบ อาจจะด้วยชีวิตที่สุญเสียการทรงตัว ผิดหวังในโชคชะตา บางวันก็พาลเหงาเอาเฉยๆ ชีวิตแม้ดูราบเรียบแต่ก็วุ่นวายในความรู้สึกภายใน ในหลายๆวาบความคิดที่มีคำถามลอยมาแต่ไกล ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร? ชีวิตจะต้องดำรงค์อยู่ต่อไปเพื่อสิ่งใด? จุดจบของชีวิตคือปลายทางของการเดินทางจริงหรือไม่? ยัง…ผมยังไม่อยากตายตอนนี้ แค่แปลกใจตัวเอง ไม่รู้เกิดมาเพื่อทำอะไรดูไม่มีเป้าหมายในชีวิตเอาซะเลย บ่นเพราะเบื่อชีวิตจริงๆผับผ่า (แต่ยืนยันอีกทีว่ายังไม่อยากตายตอนนี้)

หนังสือ “ถ้ามันเหนื่อยเกินไป…ก็พาหัวใจกลับบ้าน” เป็นหนังสือจากค่ายใยไหม เขียนโดยปูปรุง และเป็นหนังสือเล่มที่สองของเธอที่ผมได้อ่าน เล่มแรกนั้นอ่านนานมากแล้วตอนอกหัก(มั้ง) คือเรื่อง วันนั้นอ่อนแอ แต่วันนี้ไม่ใช่”

หลายครั้งหลายคลาที่ชีวิตเจอปัญหา หลายครั้งที่ท้อแท้ ก็ได้เนื้อหาจากหนังสือดีๆ ความคิดดีๆ จาก”ปูปรุง”นี่แหละที่คอยเป็นเพื่อน คอยเป็นที่ปรึกษา ทำให้อารมณ์เย็นลงบ้าง ปล่อยวางลงบ้าง หายเหงาลงบ้าง มีกำลังใจสู้ๆต่อไป คุณล่ะครับ… ถ้าข้างนอกนั้นทำให้คุณเหนื่อยทำให้คุณท้อ ก็พาหัวใจคุณกลับบ้านนะครับ.

การเดินทางของชีวิต เราต่างก็เหนื่อยกันทั้งนั้น

และคงจะไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากหรอกว่า

เส้นทางสายนี้ช่างสวยงามและเต็มไปด้วยความสุข

มีคำเปรียบเทียบที่น่าคิดว่า

คนขลาด คือคนที่ไม่กล้าออกเดินทาง

คนอ่อนแอ มักตายไประหว่างทาง

คนแข็งแกร่งเท่านั้น ที่ไปถึงจุดหมาย

แล้วตัวเราล่ะ อยากเป็นนักเดินทางแบบไหน

แล้วความแข็งแกร่งที่ว่านั้น

ฉันว่าเขาคงไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของร่างกาย

เพียงอย่างเดียว แน่นอน…

ปล. ลืมให้เครดิตน้องนุ้ยเจ้าของหนังสือครับ อ่านนานหน่อยแต่ก็จบจนได้ :smile:

book.jpgปิดบริสุทธิ์ เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่เขียนโดย วาด รวี และเป็นเล่มแรกที่ผมได้อ่านผลงานของ วาด รวี เล่มที่ผมถืออยู่ในมือนี้ก็น่าจะเป็นเล่มที่เพิ่งพิมพ์ครั้งล่าสุด นั่นคือ พิมพ์ครั้งที่3 (มกราคม 2550) แต่ถ้าดูจากการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ กุมภาพันธ์ 2544 ก็ถือว่า ถนนสายน้ำหมึกของ ปิดบริสุทธิ์ ช่างได้ถูกโรยด้วยกรวดหินดินทรายมิปาน เหตุผลที่หยิบหนังสือเล่มนี้กลับบ้านนะหรือ(จ่ายตังค์และมีใบเสร็จ) เพราะประโยคเดียว “เรื่องรักของคนซีเรียส”

รัก แม้เส้นทางจะถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือ ขวากหนาม ก็ไม่เห็นมีใครจะใส่ใจ กลับโผกระโจนเข้าใส่ ไม่ว่ารักนั้นจะยากเย็น ไม่ว่ารักนั้นจะแสนเข็น ไม่ว่ารักนั้นจะทำให้ควายบางตัวตาบอด แต่ขอแค่ให้ได้รักได้ห่วงหา อาทร มีใครบ้างนะในโลกนี้ที่ไม่รู้จักคำว่า “รัก” และมีใครบ้างนะที่ไม่เคยเสียใจให้กับคำว่า “รัก”

“พัฒน์ สุวรรณโนและวีณา ธรรมวิวัฒน์ ได้สบสายตาและเกิดแรงดึงดูดขึ้นระหว่างกันขณะร่วมทำกิจกรรมหนึ่งในโรงเรียนพานิชย์ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มสานทอสายใยพิเศษขึ้นในยามที่ฝ่ายชายมีอายุสิบเจ็ดปีเต็ม และฝ่ายหญิงเพิ่งจะย่างสิบหก
ความรักที่พัฒน์และวีณาช่วยกันถักทอ ก่อประสานเป็นรักที่งดงาน คุ้นเคยกับการสัมผัสกาย เดินจุงมือ หยอกล่อต่อกระซิก โดยที่ พัฒน์ เริ่มสงสัยว่าตัวอะไรนะที่อยู่ในตัวเขาที่ทำให้เขาสับสน จนวันหนึ่ง พัฒน์ เอ่ยปากชวน วีณา ไปเที่ยวเกาะแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก และที่นั้น ห้าคืนที่นั่น ที่ๆ วีณาถูกเปิดบริสุทธิ์ และจากที่นั่นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ความบริสุทธิ์ที่ถูกเปิดก็ถูกปิดตายลงอีกครั้ง มันเป็นนรกหรือสวรรค์กันนะ..”

“คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นสัตว์ชนิดไหน”

mafia.jpgมาเฟียก้นซอย” เป็นนวนิยายแนว ยั่วล้อ อำเล่น ปนเสียดสี “เดอะก๊อดฟาเธอร์” แต่งโดย “รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)” เสียดายที่ผมยังไม่ได้ดู “เดอะก๊อดฟาเธอร์” มาก่อน เพียงแค่ได้ดูผ่านๆบางตอนเมื่อนานแล้ว คงต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูอีกรอบ พร้อมกับ อ่านหนังสือนวนิยายเล่นนี้อีกครั้ง ความสนุกคงไม่ลางเลือน แต่คิดว่าคงจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวีคูณ

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมสัมผัสถึงกลิ่นอายงานเขียนของ “วินทร์ เลียววาริณ” ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะส่วนหนึ่งในงานเขียนของ “วินทร์ เลียววาริณ” ก็ได้รับอิทธิพล มาจากงานเขียนของ “รงค์ วงษ์สวรรค์”

“มาเฟียก้นซอย” ขณะนี้พิมพ์ครั้งที่ 5 แล้ว แต่เทียบกับหนังสือขายดีเล่มอื่นๆคงยาก เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อ มิถุนายน พ.ศ. 2518 เรียนกว่าอายุมากกว่าผมเสียอีก และถึงจะถูกเขียนมายาวนาน แต่กลับยั่วล้อ เสียดสี การบ้านการเมืองยุค 2549 ร้องเท้าแตะ(ท็อปบูท)ปฎิวัติ ได้อย่างแสบสัน

“มาเฟียก้นซอย” เล่าถึง ซอยๆหนึ่งในตำบลที่น่ารักของเรา ซอยที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายหลากอาชีพ บ้างรู้ที่มา แต่ไม่รู้ที่ไป บ้างรู้ที่ไป แต่ไม่รู้มาจากไหน คนในซอยนี้ดูแปลก มีรอยยิ้มใต้ผนังแก้ม เรื่องราว โศกเศร้า ฮาโครม จึงเกิดขึ้นใน”ซอยๆหนึ่งในตำบลที่น่ารักของเรา” นั่นเอง

ชนวนแห่งความรุนแรงดับลงทันทีด้วยการตัดสินใจอย่างผู้มีความรับผิดชอบของสัปเหร่อ การนองเลือด การใช้อาวุธปืน หรือ การใช้ระเบิดแก๊สน้ำตา จึงไม่เกิดขึ้นในนาทีวิกฤตนั้น บานประตูสังกะสีเปิดให้ชายหนุ่มทั้งสามเดินผ่านเข้ามาในแสงสีส้มของตะเกียงน้ำมัน ด้วยท่าทีอ่อนโยนซ่อนเร้นความดุดันไว้ในอวัยวะทุกชิ้น จากรอยยิ้มบนริมฝีปากถึงขดลำไส้ผ่านรูก้น จากประกายตาถึงตีน! ชายชรา – ในความระทึกครึกโครมมองเห็นอย่างลางเลือน – แล้วค่อยชัดเจนเมื่อคนทั้งสามนั้นเดินเข้ามาถึงหน้าเตียงกระดานโลงผี
“นึกว่าใคร…”
เฟรด บุญมา, ซอนนี่ พงษ์, และ ไมเกิ้ล ล้วน นั่นเอง…

ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85บ่ายๆวันเสาร์นัดเพื่อนคนหนึ่งไปดูหนังเรื่อง Pirates of the Caribbean ที่ สยาม พารากอน อีกอย่างที่ไปดูที่ สยาม พารากอน เพราะตั้งแต่เขาเปิดมาผมยังไม่เคยไปเหยียบเลย เลยถือว่าดูหนังตั๋วแพง และดูความยิ่งใหญ่(เขาว่ามา)ของตัวห้างด้วย แต่ก็คงไม่ได้ไปบ่อยหรอก แถมอาจเป็นครั้งสุดท้าย(มันไม่มีอะไรให้กูดูเลย)
ลงรถเมล์สาย76ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงเพื่อต่อไปยังสถานีสยามตอนเวลาเกือบๆบ่ายสอง เพื่อนโทรมาพอดีแต่สัญญาณไม่ค่อยดีจับใจความได้ว่ากำลังเดินทางถึงแล้วจะโทรหา ไม่นานผมถึงสถานีสยาม ช่วงออกจากตัวรถไฟฟ้าต้องระวังตัวเป็นพิเศษเพราะคนถือว่าเยอะมากกลัวไปทำให้เขาท้องเอา เวลาเดินเบียดๆ – -”
ผ่านเครื่องเอกเรย์(ไม่ใช้รุ่น CTX 9000)หน้าทางเข้าตรงสู่ด้านใน ตั้งใจนั่งรอ แต่ก็นานเกินไปที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ ขาซ้ายบอกอยากลุกเดินชมความใหญ่โตของห้างหน่อย แต่ขาขวาบอกว่าไม่เอาน่าเดี๋ยวหลง แต่ช้าไปเสียแล้วขาซ้ายได้ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ขาขวาก็ต้องก้าวตาม จุดหมายที่ร้านหนังสืออะไรก็ได้ที่มีหนังสือ เดินไปเรื่อยๆเจอร้านนายอินทร์ ชั้นล่างสุด เดินดูไปเรื่อยๆ จนไปสะดุดเรื่องนี้ที่เอามาเล่าให้ฟังกัน “ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85″ของ วินทร์ เลียบวาริณ เลยซื้อติดไม้ติดมือมา ก่อนจะไปดูหนัง

ข้าพเจ้าเดินชนร่างหนึ่งเต็มแรง ปึกกระดาษต้นฉบับที่ข้าพเจ้าหนีบใต้รักแร้กระจัดกระจายบนพื้น
หล่อนอุทาน “ขอโทษค่ะ” เป็นคำพูดที่หลุดออกมาด้วยสัญชาตญาณมากกว่าเป็นความผิดของหล่อน
ข้าพเจ้าเอ่ยกับหล่อนว่า “เป็นความผิดของผมเอง ผมไม่ได้มองทาง..” หล่อนก้มลงช่วยหยิบกระดาษบนพื้น ข้าพเจ้านึกตำหนิตัวเองที่ไม่หนีบต้นฉบับให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน
เราลุกขึ้นยืน ข้าพเจ้าสบตาหล่อน นึกสะดุดใจ “ผมเคยพบคุณมาก่อนหรือเปล่าครับ?”
หล่อนจ้องหน้าข้าพเจ้าแวบหนึ่ง “เปล่าค่ะ คุณสาย ธารี”
“คุณรู้จักชื่อของผม?”
“ก็ชื่อของคุณอยู่บนต้นฉบับ…”
หล่อนยิ้มให้ข้าพเจ้าแวบหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
ข้าพเจ้านิ่งคิด ยักไหล่ เดินต่อไป
วินาทีที่เท่าใดไม่ทราบ ข้าพเจ้าก็หันกลับไปมอง เป็นจังหวะที่หล่อนหันกลับมาเช่นกัน
ตาประสานตา หัวใจหยุดเต้นไปครึ่งจังหวะ พลันเจ็บแปลบที่เท้า ก้มลงมองพื้น พบว่าตนเองเหยียบเศษไม้ ตะปูยาวดอกหนึ่งปักลึกที่เท้าซ้าย
ไม่ทันทำอย่างไรต่อไป หล่อนก็ปรากฏร่างที่ข้างตัวข้าพเจ้าอีกครั้ง
เอ่ยว่า “เป็นอะไรมากไหมค่ะ?”
หล่อนก้มลงถอนตะปูที่คาเท้าของข้าพเจ้าออกอย่างนุ่มนวล กระนั้นข้าพเจ้าก็ครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
“คุณต้องไปหาหมอนะค่ะ”
ข้าพเจ้ายิ้ม “ครับ”
เราแยกทางกันอีกครั้ง
วินาทีที่เท่าไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าหันกลับไปมอง เป็นจังหวะที่หล่อนหันกลับมาเช่นกัน
ตาประสานตา หัวใจหยุดเต้นไปครึ่งจังหวะ ข้าพเจ้ายิ้มให้หล่อน แล้วต่างคนต่างเดินหายไปจากทางสายนั้น

บทเริ่มเรื่องที่ทำให้ผมถือหนังสือเล่นนี้กลับมาบ้าน เพราะหวังว่าจะเติมน้ำตาลในสายเลือดทดแทนส่วนที่ละลายหายไปกับผู้หญิงบางคน … ไม่สิ หลายคน
อ่านไปได้ ร้อยกว่าหน้าแล้ว ความรู้สึกผิดหวังที่คิดว่าจะได้เติมน้ำตาลในสายเลือดทดแทนส่วนที่ละลายหายไป กลับกลายเป็น นวนิยายหวานน้ำตาลหยด น้ำตาใหล ที่อิงประวัติศาสตร์ ทั้งไทย, จีน, ฝรั่ง อ้อ พม่า (อ้อไม่เกี่ยว ไปขึ้นศาลอยู่) ด้วย ล้อเลียนเสียดสี มีมิติ หลายยุคร่วมสมัย แดกดัน ทั้งการเมือง(ยุคแดกนิยม) ทั้งมีอารมณ์ขบขันแบบซ่อนเงื่อนงำ ไม่ถึงกับอำมหิต แต่มีฉากเลือดแดงฉานนิดหน่อย อะไรมันจะหลายรสหลาก(เสียด)สีสันขนาดนี้

เช็คน้ำตาลในสายเลือดของคุณ หากน้อยเกินไปล่ะ โปรดอย่ารอช้า แต่จงรีบไปหามาอ่านด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน.. อิอิ หุหุ ง่า

Creative Commons License Page Rank