Sun 10 Jun 2007
บ่ายๆวันเสาร์นัดเพื่อนคนหนึ่งไปดูหนังเรื่อง Pirates of the Caribbean ที่ สยาม พารากอน อีกอย่างที่ไปดูที่ สยาม พารากอน เพราะตั้งแต่เขาเปิดมาผมยังไม่เคยไปเหยียบเลย เลยถือว่าดูหนังตั๋วแพง และดูความยิ่งใหญ่(เขาว่ามา)ของตัวห้างด้วย แต่ก็คงไม่ได้ไปบ่อยหรอก แถมอาจเป็นครั้งสุดท้าย(มันไม่มีอะไรให้กูดูเลย)
ลงรถเมล์สาย76ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงเพื่อต่อไปยังสถานีสยามตอนเวลาเกือบๆบ่ายสอง เพื่อนโทรมาพอดีแต่สัญญาณไม่ค่อยดีจับใจความได้ว่ากำลังเดินทางถึงแล้วจะโทรหา ไม่นานผมถึงสถานีสยาม ช่วงออกจากตัวรถไฟฟ้าต้องระวังตัวเป็นพิเศษเพราะคนถือว่าเยอะมากกลัวไปทำให้เขาท้องเอา เวลาเดินเบียดๆ - -”
ผ่านเครื่องเอกเรย์(ไม่ใช้รุ่น CTX 9000)หน้าทางเข้าตรงสู่ด้านใน ตั้งใจนั่งรอ แต่ก็นานเกินไปที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ ขาซ้ายบอกอยากลุกเดินชมความใหญ่โตของห้างหน่อย แต่ขาขวาบอกว่าไม่เอาน่าเดี๋ยวหลง แต่ช้าไปเสียแล้วขาซ้ายได้ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ขาขวาก็ต้องก้าวตาม จุดหมายที่ร้านหนังสืออะไรก็ได้ที่มีหนังสือ เดินไปเรื่อยๆเจอร้านนายอินทร์ ชั้นล่างสุด เดินดูไปเรื่อยๆ จนไปสะดุดเรื่องนี้ที่เอามาเล่าให้ฟังกัน “ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85″ของ วินทร์ เลียบวาริณ เลยซื้อติดไม้ติดมือมา ก่อนจะไปดูหนัง
ข้าพเจ้าเดินชนร่างหนึ่งเต็มแรง ปึกกระดาษต้นฉบับที่ข้าพเจ้าหนีบใต้รักแร้กระจัดกระจายบนพื้น
หล่อนอุทาน “ขอโทษค่ะ” เป็นคำพูดที่หลุดออกมาด้วยสัญชาตญาณมากกว่าเป็นความผิดของหล่อน
ข้าพเจ้าเอ่ยกับหล่อนว่า “เป็นความผิดของผมเอง ผมไม่ได้มองทาง..” หล่อนก้มลงช่วยหยิบกระดาษบนพื้น ข้าพเจ้านึกตำหนิตัวเองที่ไม่หนีบต้นฉบับให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน
เราลุกขึ้นยืน ข้าพเจ้าสบตาหล่อน นึกสะดุดใจ “ผมเคยพบคุณมาก่อนหรือเปล่าครับ?”
หล่อนจ้องหน้าข้าพเจ้าแวบหนึ่ง “เปล่าค่ะ คุณสาย ธารี”
“คุณรู้จักชื่อของผม?”
“ก็ชื่อของคุณอยู่บนต้นฉบับ…”
หล่อนยิ้มให้ข้าพเจ้าแวบหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
ข้าพเจ้านิ่งคิด ยักไหล่ เดินต่อไป
วินาทีที่เท่าใดไม่ทราบ ข้าพเจ้าก็หันกลับไปมอง เป็นจังหวะที่หล่อนหันกลับมาเช่นกัน
ตาประสานตา หัวใจหยุดเต้นไปครึ่งจังหวะ พลันเจ็บแปลบที่เท้า ก้มลงมองพื้น พบว่าตนเองเหยียบเศษไม้ ตะปูยาวดอกหนึ่งปักลึกที่เท้าซ้าย
ไม่ทันทำอย่างไรต่อไป หล่อนก็ปรากฏร่างที่ข้างตัวข้าพเจ้าอีกครั้ง
เอ่ยว่า “เป็นอะไรมากไหมค่ะ?”
หล่อนก้มลงถอนตะปูที่คาเท้าของข้าพเจ้าออกอย่างนุ่มนวล กระนั้นข้าพเจ้าก็ครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
“คุณต้องไปหาหมอนะค่ะ”
ข้าพเจ้ายิ้ม “ครับ”
เราแยกทางกันอีกครั้ง
วินาทีที่เท่าไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าหันกลับไปมอง เป็นจังหวะที่หล่อนหันกลับมาเช่นกัน
ตาประสานตา หัวใจหยุดเต้นไปครึ่งจังหวะ ข้าพเจ้ายิ้มให้หล่อน แล้วต่างคนต่างเดินหายไปจากทางสายนั้น
บทเริ่มเรื่องที่ทำให้ผมถือหนังสือเล่นนี้กลับมาบ้าน เพราะหวังว่าจะเติมน้ำตาลในสายเลือดทดแทนส่วนที่ละลายหายไปกับผู้หญิงบางคน … ไม่สิ หลายคน
อ่านไปได้ ร้อยกว่าหน้าแล้ว ความรู้สึกผิดหวังที่คิดว่าจะได้เติมน้ำตาลในสายเลือดทดแทนส่วนที่ละลายหายไป กลับกลายเป็น นวนิยายหวานน้ำตาลหยด น้ำตาใหล ที่อิงประวัติศาสตร์ ทั้งไทย, จีน, ฝรั่ง อ้อ พม่า (อ้อไม่เกี่ยว ไปขึ้นศาลอยู่) ด้วย ล้อเลียนเสียดสี มีมิติ หลายยุคร่วมสมัย แดกดัน ทั้งการเมือง(ยุคแดกนิยม) ทั้งมีอารมณ์ขบขันแบบซ่อนเงื่อนงำ ไม่ถึงกับอำมหิต แต่มีฉากเลือดแดงฉานนิดหน่อย อะไรมันจะหลายรสหลาก(เสียด)สีสันขนาดนี้
เช็คน้ำตาลในสายเลือดของคุณ หากน้อยเกินไปล่ะ โปรดอย่ารอช้า แต่จงรีบไปหามาอ่านด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน.. อิอิ หุหุ ง่า
คอมเม้นท์ล่าสุด