Life, Computers, Travelog, Blogging & IgA Nephropathy…
มาต่อกันต่อ ตอนนี้เป็นเย็นของวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2550 ไม่ต้องตัดสินใจอะไรมากพยาบาลคนนั้นเดินมาบอกว่า คุณอาจจะต้องนอนโรงพบาบาล ผมเอาเอกสารมาเซ็นต์ สภาพอย่างนี้ผมก็คงไม่กลับหรอก ตอนนี้ก็เริ่มดึก ผู้คนดูจางตา ไม่นานรถเข็นก็มาเข็นผมขึ้นไปที่เตียงคนใข้ห้องรวม 6 คน ที่ชั้น5 ได้ผ้าก๊อสชุบอะดรีนาลีน มาอีกชุด จับยัดเข้าช่องปากอย่างว่อง โชคยังดีที่เลือดหยุดไหลแต่ผมก็ต้องนอนกัดผ้าก๊อส แถมด้วยให้น้ำเกลืออีกทั้งคืน
เช้าของวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ตื่นขึ้นมาเพลียๆพร้อมความหิวอย่างแรง (ก็เมื่อวานนอกจากเลือดตัวเองก็แทบกินอะไรไม่ได้) ตื่นมามองซ้ายแลขวา แต่ก็ไม่วายต้องลองดูปากตัวเองก่อนว่ายังจะพอกินอะไรกับเขาได้หรือเปล่า ผมค่อยๆอ้าปากแล้วคายผ้าก๊อสออกค่อยๆ ผ้าก๊อสตอนนี้ดูไม่ออกแล้วว่าเป็นอะไรมันมีสีออกแดง-ดำ ของเลือดที่จับกันแข็งเกอะกัง หลังนั่งพิเคราะห์ดูพักหนึ่งจึงโยนถึงถังขยะเล็กๆที่วางข้างเตียงคนใข้ที่ผมนอน ก่อนที่จะกินข้าวไม่ลง แล้วเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา เช็ดตัว ป้วนปาก ไม่ได้แปรงฟันครับ ยังกลัวๆอยู่ ออกมาจากห้องน้ำก็เจอพยาบาลมาวัดความดัน จับชีพขจร ไปตามเรื่อง แล้วก็ตามมาด้วยข้าวต้มโจ๊ก กลิ่นโขมง ผมมองการเดินทางมาของโจ๊กจากปากประตูถึงปลายตีนของตัวเอง “มาแล้วเว้ยอย่างหิวเลย” แต่ก็อดบ่นไม่ได้เรื่อง ปริมาณ (คือมันน้อยไปอ่ะ)
พูดถึงเรื่องอาหารตามโรงพยาบาล จะของโรงพยาบาลเอง หรือที่ขายตามรอบนอก ผมมีความทรงจำในวัยเด็กที่ไม่ค่อยดีนัก มักจะนึกคิดไปเองว่ามันคงไม่ค่อยอร่อย สกปรก ใกล้ชิดเชื้อโรค คนตาย ต่างๆนาๆที่จะคิดได้ เผลอๆลุงพ่อค้าลาบน้ำตกหน้าโหดๆคนนั้นอาจจะไปเอาเนื้อของศพ มาทำอาหารก็ได้ (เป็นไงความคิดวัยเยาว์ของผม) กอปรกับ จะได้ยินวงผู้ใหญ่พูดให้ฟังบ้างว่าทำไม่อร่อยไม่ค่อยสุกบ้าง อะไรบ้าง เออ.. ที่ว่ามานี่โรงบาลที่ต่างจังหวัดบ้านผมนะ ความคิดนี้ก็เลยลอยวนเวียนอยู่ภายในก้นสมองของผม ไป-มา ทุกครั้งที่ได้ มา หรือ ไป โรงพยาบาล
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ความคิดนี้กลับมาอีกครั้ง แต่มันก็แค่ช่วงเวลาของการจับช้อนครั้งแรกตามด้วยการจ้วง พริบตา ลายถ้วยก็ลอยเด่นเนื่องจากวิญญาณโจ๊กได้เคลื่อนย้ายมวลสารมานอนนิ่งอยู่ก้นท้องผมหมดเสียแล้ว สายๆวันนั้นเลยโทรไปลางานไว้ เห็นพยาบาลเดินมา เลยถามว่าเอาไงต่อ ได้คำตอบว่า เดี๋ยวหมอมา (ประมาณว่าอย่าถาม) อืม ไม่นานหมอชายท่านหนึ่งก็มายืนคุยกับผมห่างสองเมตร แล้วบอกว่าจะให้ลงไปตรวจกับหมอข้างล่างแค่นั้น
รออึดใจใหญ่ๆมีบุรุษพยาบาลมาเข็นผมลงไปรอด้านล่าง ประมาณ 9:30 น. ข้างล่างเริ่มมีการสัญจรของผู้คนจากบางตามาเป็นมากขึ้นเรื่อยๆตามเวลา เขาเข็นผมมารออยู่หน้าห้องตรวจ (รอหมอ) พอสมควรพยาบาลตัวเล็กเดินมาตาม ขณะที่ผมนั่งอยู่บนรถเข็นคนเดียว ทำไงได้ว่ะ เลยโชว์แมนลุกเดินเข้าห้องตรวจไป (ไอ้บุรุษพยาบาลมันหายไปไหนว่ะ) หมอคนแรกท่านนี้เป็นผู้หญิง พอเข้าไปก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากหน้าจอโน๊ตบุคของหมอ (ตุ๋งตุ่ง = เสียงของmsnไง) โหมาก็สายให้คนไข้รอ แถมมาก็ล่อ แชท กันก่อนเลย อืมอย่าว่าแต่เขาเลย เราๆท่านๆทั้งหลายก็คงเป็นกัน (บางคนถึงขั้นเทพไปแล้ว อภัยให้ได้) หมอเอาผลเลือดมาสรุปอีกทีว่าไม่ได้เป็นโรคเลือด (กรณีเลือดไหลไม่หยุด) เลยส่งตัวต่อไปที่ห้องทันตแพทย์ ให้ดูต่อ ออกมานั่งรถเข็นแล้วไปต่อที่หมอฟัน หมอฟัน(ทันตแพทย์)คนนี้ก็เป็นหมอผู้หญิง หลังหมอตรวจก็บอกว่า มีเหงือกบวม (เลือดมันออกทั้งวันทั้งคืนมันก็น่าจะบวมและซีดแน่ๆแหละ) มีหินปูนนิดหน่อย ถ้าว่างๆก็ให้มาขุดหินปูน ขณะตรวจถูกจับถ่างปากดูภายใน เหมือนเลือดออกมาอีก เลยได้ผ้าก๊อสชุบอะดรีนาลีนเป็นของขวัญมานอนอมต่อที่เตียงคนให้อีกทั้งวัน พร้อมให้น้ำเกลือขวดไหม่เอี่ยมอีก เฮ้อ และต้องนอนที่โรงพยาบาลอีกเป็นคืนที่สอง
เช้าวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2550 หมอมาดูอาการก็บอกว่าหยุดแล้ว วันนี้น่าจะกลับได้ หิวข้าวมากเลย อยู่ที่นี่กินแต่ข้าวต้ม กับ โจ๊ก บ่ายๆเพื่อนจากที่ทำงานมาเยี่ยม ไอ้คม ไอ้เอ๋ นังจ๋า เป็นช่วงเกือบบ่ายสองแล้ว ก็ได้เวลาออกจากโรงพยาบาลพอดี หลังรับยา ซึ่งมี ยาบำรุงเลือด (ferrous sulfate) มากิน เราออกจากโรงพยาบาลและคุยกันว่าจะไปกินข้าวต่อ คือไปแถวชายทะเลบางขุนเทียน ตอนแรกจะไปร้าน ชมทะเลกรุงเทพ ที่อยู่กลางทะเล แต่ไปถึงไม่มีใครกดตังค์ไปเลย เลยย้อนกลับมากินที่ครัวแสวง เพราะยังพอใช้บัตรเครดิตได้บ้าง –”
สนุกสนาน เบิกบาน ได้กินข้าวกินปลากันไป โดยหารู้ไม่ว่าหลังจากวันนั้น ชีวิตผมได้เปลี่ยนไปแล้ว …
ภาพตอนวันป่วย http://gallery.wutthiphan.com/main.php/v/20071125/
หายไปนานเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ช่วงนี้เข้าๆออกๆโรงพยาบาบ จะว่าไป ผมเองก็ไม่ถือว่าเป็นคนอ่อนแอ(ร่างกาย)เท่าไร ถึงจะดูผอมไปบ้างจากส่วนสูง 175 ซม. น้ำหนัก 55 กิโลฯ ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาสองค่านี้ไม่เคยเปรียนแปลงเลย น้ำหนักนั้นแกว่งไม่เกินบวกครึ่งกิโลฯ โรงพยาบาลนั้ตั่งแต่เกิดมาเข้าหนักๆจริงๆสองอาการคือ รถคว่ำ(ยังไงก็ต้องเข้า) ตอนปี 2525 ครั้งนั้นผมต้องสูญเสียอานวยไป ผมเองแค่ถลอกปอกเปิก ทายาแล้วตื่นเช้ามาแตะบอลต่อได้ อีกครั้งตอนเด็ก น่าจะซักประถมปีที่ 5 ให้แม่พาไปหาหมอเกี่ยวกับระบบหายใจ ตอนนั้นหมอให้ยาขยายปอดมา เนื่องจากปวดเล็ก และหอบง่าย
ดูจากประวัติผมก็ไม่ได้เป็นคนขี้โรคอะไร แต่ทำไมผมถึงต้องเพิ่ม Categories หัวข้อเรื่อง “สุขภาพ” ขึ้นมาในบล็อกแห่งนี้ของผมด้วยล่ะ ทั้งๆที่ปกติ ก็ไม่เคยพูดถึง ออกจะมีแต่เรื่อง คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ท่องเที่ยว แล้ววันนี้คิดแผลงๆอะไรถึงอยากเขียนเรื่องสุขภาพ การที่ผมเขียนๆอะไรลงไปในบล็อกนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่ศึกษาค้นคว้ามา ก็ด้วยความอยากรู้ จะว่าไป ผมรู้จัก ส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ มากกว่า ร่างกายผมเองเสียด้วยซ้ำไป และที่ต้องเริ่มเขียนเรื่อง สุขภาพแล้ว ก็เพราะ…
จุดเริ่มของอาการ
ผมไม่ได้ตรวจสุขภาพประจำปี ต่อเนื่องกันมาประมาณสามปีแล้วเห็นจะได้ และครั้งล่าสุดนั้นคือวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ที่ตรวจก็เพราะเป็นการตรวจประจำปีของบริษัท (สามปีก่อนไม่มี และก็ไม่คิดว่าจะไปตรวจเอง) ผลที่ได้จากการตรวจครั้งนั้น มีความผิดปกติดังนี้
ความดันโลหิต (Blood Pressure) 130/90
น้ำหนัก 58.9 กิโลฯ
ปัสสาวะ (Urine Exam)
มีเม็ดเลือดขาว 10 (คนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0-2)
เม็ดเลือดแดง 100 (คนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0-2)
โคเลสเตอรอล (Cholesterol) สูงถึง 283 (ปกติควรต่ำกว่า 200)
ระดับกรดยูริคในเลือด (Uric Acid) 7.7 (คนปกติประมาณ 2.6-7.2)
ผมขอให้หมอตรวจหา ชื้อไวรัสบี ด้วยเพราะผมกลัวว่าจะติดมาถึงผมทางพันธุกรรม แต่ก็ไม่เจอ อ้อ.ที่ตลกคือผมขอให้ตรวจหากรุ๊ปเลือด้วยอันเนื่องมาจาก ก่อนนั้นผมเคยตรวจมาแล้วสองครั้ง แต่ผลที่ได้ไม่ตรงกัน ครั้งแรกอายุ 13 ปี เป็นกรุ๊ป B กับตอนบริจาคเลือดอายุ 17 ปี เป็นกรุ๊ป AB และได้เก็บความสงสัยนั้นไว้จนถึงตอนตรวจครั้งล่าสุดนี้ และแน่นอนแล้วว่าเป็น”กรุ๊ป B”(เข้าใจว่าผลการตรวจคงผิดพลาดบางอย่าง)
นอกจากที่ว่ามานอกนั้นปกติดี สรุปและข้อเสนอแนะ จากผลการตรวจบอกไว้ว่า
อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้น เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil สูงกว่าปกติ อาจเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีพยาธิ ควรตรวจอุจจาระเพิ่ม ผมต้องลดอาหารประเภทสัตว์ปีก หนังสัตว์ เครื่องใน ลดอาหารที่มีไขมันสูง, ออกกำลังกาย, ดื่มน้ำมากๆ และควรตรวจปัสสาวะซ้ำ