Buy and Sell text links

เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวกประมาณ 17 ปีที่แล้วช่วงที่ผมจบ ม.3 จากโรงเรียนมัธยมเล็กๆภายในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม ผันตัวเองเข้าเรียนต่อยังวิทยาลัยเทคนิคมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม จากเด็กกระโปรงบานขาสั้น ก็กลายกลับมาเป็น กระโปรงฟิตรัดติ้วและกางเกงขายาว มีความเปลี่ยนแปลงกับตัวเองมากมาย หลายๆคนคงเป็นเช่นนี้ ทั้งสถานที่เรียนใหม่ การเรียนแนวใหม่ ครูบาอาจารย์ใหม่ และแน่นอน “เพื่อนใหม่”

เปี๊ยก (ยงยุทธ วรรนณา) เป็นหนึ่งในนิยามที่ผมเรียกว่า เพื่อนใหม่ แม้จะไม่ได้สนิทกันเท่าไร และความทรงจำที่ซีดจางของวันวาน ผมไม่ค่อยจะคิดถึงอดีตที่ผ่านมานัก นอกซะจากมันจะพร่างพรูออกมาเองเมื่อเหล้าขวดกลมถูกเปิดและจับเวลาต่อไปจากนั้น ชั่วอึดใจ ผลัดกันเล่าเปลี่ยนกันฟัง ถึงบางทีจะซ้ำไปซ้ำมาก็น่าฟัง จากวันนั้นถึงวันนี้ มีรายชื่อหลายคนตกหล่นจากความทรงจำไปบ้าง ตลอดเวลา 5 ปีที่เรียนที่ วิทยาลัยเทคนิคมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดที่น่าอยู่ของผม ผมกับเปี๊ยกดูจะไม่ใช้เพื่อนกลุ่มเดียวกันในที แต่ก็ไม่ได้เขม่น คุยหรือทำงานด้วยกันบ้างตามโอกาส หนังสือ เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวก จะอธิบายตัวตนของเปี๊ยกได้ดีกว่าผมสาธยาย

เปี๊ยกเขาเป็นคนอย่างนั้น -

บางทีผมก็หงุดหงิดในสิ่งที่เขาเป็นในสิ่งที่เขาทำ “กูว่ามันกาแดะว่ะ” เพื่อนสักคนพูดขึ้นขณะที่พวกเรานั่งจับเวลาอาจารย์มาสอนช้าเกินสิบนาทีจะไม่มีสิทธิ์สอนทันที และ อย่าหวังว่าจะเห็นหัวพวกเรา เนื่องจากการหลบเรียนจำเป็นต้องไม่มีใครได้หน้า ถ้าทุกคนหายหมดอำนาจการต่อรองเราจะสูง แต่ถ้ามีบางกลุ่มเข้าเรียน พวกเราก็จบกัน และเปี๊ยกมักจะเข้าเรียน ขณะที่พวกเราอยากไปนอนสวนสมเด็จฯอันรื่มรมย์ “ขี้ประจบอีกต่างหาก” เพื่อนสักคนเสริม ขณะเวลาล่วงสิบนาทีไปแล้ว “ปะ เจอกันที่สวน” ผมบิดกุญแจรถ สตาร์ทและนำขบวนออกไป

หลายอย่างที่เปี๊ยกทำในช่วงเวลาที่เรียนหนังสืออยู่นั้น หลากหลายเหลือเ้กิน ถึงผมจะไม่เคยสนใจเขาเลย ให้แดดิ้น ผมยังรู้ว่าเขาเคยสมัครประักวดร้องเพลง ทั้งๆที่เสียงของเขามันโคตรน่าฟัง

เหมือนดังมีดกรีดเฉียน แทบทนไม่ใหวหัวใจ

รักที่ทุกทำร้าย หมดสิ้นความหมายเพราะใคร

เธอสังเวยความรักด้วยหัวใจ เธอสังเวยความรักด้วยร่างกาย

วิืญญานเธอคงยังร้องให้ ยังพ่ายแพ้และปวดร้าวววว..

เป็นเพลงที่เปี๊ยกนำไปออดิชั่น มันไม่ใช่เลย…. เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นเขาทำกับใครบ้าง การเปิดร้านซ่อมนี้ทำให้ผมเห็นคุณธรรมที่ทำให้เขายอมเก็บค่าซ่อมถูกกว่าค่าอะไหล่เสียอีก เป็นดีเจสถานีวิทยุ ผมเองเคยถูกเขามาสัมภาษณ์ไปออกรายการที และหลายๆสิ่งอันที่เขาทำโดยผมไม่จำเป็นต้องรับรู้(และเพิ่งใด้มารับรู้อีกทีจากหนังสือนี้แหละ)

เล็กๆน้อยๆในความทรงจำ -

ผมไม่ได้คุยกับเปี๊ยกตั้งแต่จบปี 2540 จนได้ติดต่อกันอีกทีตอนที่เปี๊ยกอยู่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อไม่นานมานี้ถึงได้คุยสารทุกข์สุกดิบกัน เปี๊ยกไปไกลเหลือเกิน ทั้งชีวิตและการงาน ซึ่งก็คงไม่แปลกถ้าได้มองย้อนหลังกลับไป จะ กาแดะ หรือ ขี้ประจบ ถ้าทำให้ชีวิตมันสวยงาม ก็ไม่ควรโต้แย้ง เวลาจะเป็นตัวบอกมันเอง อย่างที่เปี๊ยกเป็น

หนังสือ เรื่องดีๆของผู้ชายคิดบวก จึงอาจเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำพาชีวิตให้สู้กับทุกสิ่งอย่าง เพื่อชัยชนะของชีวิต ไม่ควรซื้อเก็บ แต่ควรซื้ออ่าน

ปล.ขอบ่นเรื่องปกหนังสือหน่อยมันดูยากมากในระยะ 2.5 เมตร

Bookmark and Share

quarantine ปิดตึกสยองไม่ได้โม้เกี่ยวกับหนังมานานนมและนมนาน เมื่อวานเซ็งๆ อยากทำร้ายเวลาอย่างโหดเหี้ยม (ฆ่าเวลา -ควายป่ะมุขนี้-) และหนังสยองขวัญสั่นประสาทและกระเป๋าตังค์ ไม่ค่อยตกถึงลูกกระตาดำๆคู่นี้ของผมเท่าไร Quarantined ปิดตึกสยอง จึงเป็นตัวเลือกที่ไม่ต้องลงทุนสมองในการตรองเลือกเลยในบรรดาหนังที่ “ฉายวันนี้”

ตีตั๋ว(ซื้อ)ก่อนเวลาฉาย 20 นาที แต่มีคนดูที่จองที่นั่งรวมผมด้วยแค่สามที่นั่ง ทั้งๆที่หนังเพิ่งเข้าเป็นวันที่สอง อดดีใจหายว่า โรงนี้เป็นของกู (อ่านดีๆ) จะได้พาดแขนขาให้สบายหฤทัยไปเลย แต่พอถึงเวลาฉายคนก็เยอะเหมือนกันน่าจะเกิน 40 คน

หนังเริ่มตรงที่ นักข่าวสาว แองเจลา วีดัล (เจนนิเฟอร์ คาร์เพนเตอร์) และสก็อต (สตีฟ แฮร์ริส) ตากล้องของเธอออกทำข่าวการทำงานของพนักงานสองคนในสถานีดับเพลิงลอสแองเจลิส เพื่อนำมาออกรายการเรียลลิตีทางทีวี ตอนต้นนี้ผมชอบเพราะเป็นธรรมชาติดี หนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆจนเสียงโทรศัพท์เรียก 911 กลางดึก ได้นำพวกเขาไปสู่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ และที่อพทร์ทเมนต์เล็กๆนี่เองที่เป็นชนวนเหตุของความสพรึงกลัวชวนขวัญผวา เนื่องจากเกิดเชื้อหมาบ้าที่สามารถติดต่อไปสู่คน และจากคนสู่คนได้ผ่านทางน้ำลายและแผล ทุกคนที่อยู่ข้างในถูกขังและถูกปิดบังเหตุผลของการกักขังพวกเข้าไว้ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆแห่งนี้ จนการแพร่เชื้อลุกลามขึ้นพร้อมกันการตายคนแล้วคนเล่า พร้อมกับหนังเริ่มเฉลยตัวเองออกมาเรื่อยๆ

(more…)

Bookmark and Share

บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่าหนังสือเล่มนี้ “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จะว่าไปก็คงธรรมดา ธรรมดาที่มีบ้าน แล้วดันมีหลายห้องเลยแบ่งให้เช่า โดยก็ต้องมีเจ้าของห้องเช่า และก็มีผู้เช่าห้องเป็นธรรมดา

หนังสือเรื่องนี้จึงไม่เอาไหน -
ไม่เอาไหนเอาเสียเลย -

ซ้ำตัวละคนแต่ล่ะตัวยิ่งไม่เอาไหนไปใหญ่

เพริด เทียบทอง รูปร่างบาง แต่ไม่สูง ริมฝีปากบาง และมีไฝแดงแกมเขียวเม็ดเท่ามดลูกแมลงวันแปะอยู่ริมล่างด้านซ้าย ถ้าเขายิ้ม มองเห็นความถือดีจับเป็นคราบอยู่บนฟันผุมากกว่าสิบซี่ และเขายิ้มบ่อยจนน่าจะใช้คำว่าฟุ่มเฟีอย ถ้ากินเหล้ามาแล้วสักสามในสี่ของขวดกลม เขาเดินหลบเงาตัวเองตลอดทางจนถึงบ้าน

แบน สายหยุด ใบหน้ากลมเหมือนกะละมังบิ่นเป็นแว่นและตูดทะลุ จมูกหักไม่มีสัน รูสิวปรุตามร่องแก้ม บางรูโตจนแมลงวันแทบบินเข้าไปอาศัยนอนเล่นได้ ก้นปอดและพุงโร กินจุ น่าสงสัยว่าจะมีตัวตืดขดอยู่ในลำใส้ช่วยกิน เขาเป็นช่างไม้ไม่สังกัดกับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง หรือ กับใครทั้งนั้น จึงมีโอกาสว่างงานเดือนล่ะหลายวัน เขาพูดเล่นสำนวนพระเอกนวนิยายแกร่งกร้าว “หัวใจผมมันร่อนเร่”

และอีกหลายๆคน เชิง ม่านลาย ขาซ้ายด้วน เขาอาจพูดสัปโดกจนน่าหัวเราะและน่ารากแตกในขณะเดียวกันบนใบหน้าเคร่งขรึม แต่เมื่อพูดถึงการตายที่น่าเศร้าของเพื่อนของเราบางคน ดันทะลึ่งมีรอยยิ้มบนใบหน้าที่น้ำตาไหลพราก แย้ม โคกนุ่น เป็นคนไม่เอาไหนผู้น่ารัก ยง เสนาไพร นายแบบเดินแฟชั่น อายุ 23 รูปร่างสะโอด ก้นแป้ว อกแฟบ เอวคอด และ อวัยวะอื่นน่าจะลีบตามไปด้วย และอีกหลายๆคนที่ไม่เอาไหนเอาเสียเลย ที่ต้องมาใช้ชีวิตใน บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า ชายคาเดียวกัน

ตอกย้ำความไม่เอาไหนอีกทีเพราะนี่เป็นหนังสือของ “รงค์ วงษ์สวรรค์” ความไม่เอาไหนจึงมากเท่าทวีคูณ -

บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า ไม่เอาไหนขนาดที่สำนักพิมพ์ แกล้งลืมพิมพ์ -

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เอาไหน จึงควรต้องอ่าน”บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” แบ่งให้เพื่อนที่ไม่เอาไหนของคุณได้อ่านด้วย

และสำหรับ คนที่เอาที่ไหน? ยิ่งต้องอ่าน -

มาร่วมลุ้นว่าคนไม่เอาไหนต่างคนต่างแย่ แต่ถ้าพวกเขารวมตัวกันล่ะ? (ตอนจบโคตรเศร้าเลยว่ะ  :cry:   )

ปล. สำหรับคนที่ไม่เอาไหนขณะอ่านห้ามดื่มสุราเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการกระดกแก้วลดลง – - “

Bookmark and Share

เข็มทิศชีวิตไม่รู้ผมมัวไปอยุ่ที่ไหน ถึงยอมให้หนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ลอยนวลพิมพ์อยู่ได้ถึงครั้งที่ 54 แล้ว โดยที่ยังไม่ได้อ่าน จะว่าไปจำนวนพิมพ์ครั้งที่ 54 ก็ยังน้อยกว่า ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่85 (ฮา)

โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนังสือประเภท บริหารชีวิตจิตใจ อะไรทำนองนี้เท่าไร เพราะคิดว่ามันคงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก คิดว่าอะไรๆมันก็อยู่ที่ใจเราเราเป็นคนกำหนด ใครจะมาสั่งเราถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ ถึงถูกแต่ไม่ชอบก็ไม่ทำ ยิ่งเป็นหนังสือด้วยแล้วมันจะดีได้แค่ไหนเชียว

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้มาดู เนื่องจากคุ้นๆเพราะมันมีโฆษณาในโรงหนังของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ที่เอาเรื่องราวของคนสามคนรวมถึงคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ มาเล่าเรื่องการใช้ชีวิตแบบพอเพียงบนหนทางของความพอดี เลยลองอ่านดู และได้รับรู้ถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ที่ซ่อนอยู่ข้างใน จึงหยิบติดมือกลับมาอ่านต่อ(จ่ายตังค์แล้ว)

หนังสือเข็มทิศชีวิตแม้จะเป็นหนังสือที่ไม่หนามาก เพียง 203 หน้าเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นหนังสือที่มีแง่คิดการใช้ชีวิตที่ดีมากๆยังสอดแทรกหลักธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย บางบทอาจจะทิ่มตำความรู้สึกของผู้อ่านขั้นรุนแรง ทุกคนมีปัญหา และทุกปัญหามีหนทางในการแก้ที่ดีที่สุดเสมอ ถึงการแก้มันจะไม่ดิจิตอล “0″ กับ “1″ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้รู้ถึง ทุกข์ และ ต้นตอของการเกิดทุกข์ เมื่อรู้ว่าทุกข์เกิดที่ไหน เมื่อนั้นการดับทุกข์ของเราก็จะถูกที่ถูกทาง เหมือนเช่น ทำงานไม่เสร็จเครียดปวดหัวจะส่งงานอยู่แล้งแต่ยังไม่เสร็จเลย ก็แก้ปัญหาโดยการไปดูหนัง ไปเที่ยวกับเพื่อน ลืมเรื่องงานไปได้พักนึง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานต่ออยุ่ดีแถมเวลาก็เหลือน้อยลงอีก นี่คือการแก้ปัญหาที่ผิดๆ (ผมทำประจำ – -”)

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ยังไม่จบเลย ที่อ่านยังไม่จบเพราะว่าไม่อยากจะให้มันจบเอง เหมือนเราเจออาหารจานที่ถูกใจกินคำไหนอร่อยคำนั้น จะรีบกินก็กลัวหมด ต้องค่อยๆละเลียดทีละคำเพื่อซึมซับรับรสชาติอันหอมหวานอเร็ดอร่อย เหมือนหนังสือเล่มนี้อ่านเร็วไปเดี๋ยวจบเร็ว ค่อยๆอ่านซึมซับกัับแง่คิดดีๆที่แทรกซึมอยู่ในทุกตัวอักษรทั้งในบรรทัดและระหว่างบรรทัด

มีหลายคนที่อ่านจบแล้ว มักจะไถ่ถามถึงหนังสือเล่มใหม่ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ว่าจะมีออกมาหรือเปล่า ก็คงต้องรอกันต่อไป ผมเองคิดว่า คุณฐิตินาถ คงไม่คิดที่จะขายหนังสือเพื่อความร่ำรวยอะไร หากแค่ต้องการเผยแพร่คุณค่าที่มีในหนังสือเล่มนี้มากกว่า หนำซ้ำหนังสือเล่มนี้ยังสามารถอ่านทั้งหมดได้ออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.kemtidchewit.com และยังกำลังทำหนังสือเสียงที่ไม่ต้องอ่านอีก บางทีผมว่าการเขียนหนังสือไม่จำเป็นต้องมากเล่ม แต่เน้นกันที่คุณค่า เขียนหนังสือมาหนึ่งเล่มยอดพิมพ์สัก 50 ครั้ง ยังดีกว่าเขียนหนังสือเป็น 10 เล่มแต่ยอดขายนิดหน่อย เรื่องยอดขายไม่ใช่เรื่องผิดแผกอะไร แต่เคยรับรู้มาว่านักเขียนบางคนมีการตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าหนึ่งปีจะออกหนังสือกี่เล่มๆ รวมทั้งเขียนเรื่องสั้น,บทความลงหนังสือโน่นนี่มากมาย อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหาคุณค่าของหนังสือได้อย่างไร นอกจากปริมาณ ..

ปล. แต่นักเขียนบางท่านก็ต้องยอมเขานะ เพราะของเขาดีจริงๆ อิอิ

Bookmark and Share

ต้องทำงานได้หลากหลาย

เมื่อคุณเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง หมายความว่าคุณไม่ได้มีหน้าที่และความรับผิดชอบเขียนไว้อย่างชัดเจนเหมือนเคย คุณจะต้องทำงานสารพัด และแก้ไขเหตุการณ์มากมายที่ไม่คาดคิด (โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ) สมัยเป็นลูกจ้างคุณจะชินกับงานที่เดาได้ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องทำอะไร แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้แล้วเมื่อคุณทำธุรกิจเอง คุณจะไม่สามารถโยนปัญหาได้ คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องจัดการกับปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และเป็นคนที่ต้องฟันธงตัดสินด้วย

ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นตนเอง

การเป็นลูกจ้างนั้นคุณทำตามที่คนอื่นสั่งให้ทำไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม คุณจะชินกับการทำตามคำสั่งของคนอื่น แต่เมื่อตัดสินใจจะเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณเท่านั้นที่สั่งตัวเอง ไม่ใช่นั่งรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาหรือมีคนเอาใบสั่งซื้อของมาส่งให้ตรงหน้า ต่อนี้ไปจะไม่มีใครเอางานมาวางให้ที่โต๊ะทำงานคุณหรือบอกว่าคุณจะต้องทำอะไรและเสร็จเมื่อไหร่ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับหลายๆคนที่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจภายหลังจากเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานแสนนาน

ต้องรู้จักมองหาโอกาส และคว้าไว้

ลูกจ้างส่วนใหญ่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย โดยที่มีคนคอยดูโอกาสทางธุรกิจให้ เช่น ผู้บริหารหรือแผนกขายในบริษัทใหญ่ๆ แต่ในธุรกิจส่วนตัวคุณต้องเป็นคนคอยมองหาโอกาสนั้นเองและต้องมองเป็นด้วย ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป เช่น การหาช่องทางวางขายสินค้าของคุณในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หรือร้านสะดวกซื้อ เมื่อเป็นลูกจ้างคุณ “ก้มหน้าก้มตา”ทำงาน แต่เมื่อเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วคุณต้อง “เงยหน้าเงยตา”ทำงานและมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง

ต้องรู้จักวางแผนงานล่วงหน้า

หากคุณต้องการเป็นนายตัวเองล่ะก็ ต้องเริ่มพัฒนาทักษะในการวางแผนงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้แล้ว เพราะมันจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตคุณนับจากนี้ไป งานแรกที่ต้องทำเมื่อจะเริ่มธุรกิจก็คือ การวางแผนธุรกิจและเมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินการคุณจะพบว่าแผนที่วางไว้ในระยะยาวนี้อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้าง ต่างจากการทำงานตามแผนที่คนอื่นกำหนดใว้ให้เมื่อเป็นลูกจ้าง คุณต้องเปลี่ยนมาเป็นคนกำหนดแผนขึ้นเองและต้องสามารถปรับแผนให้เข้ากับสภาพปัจจุบันและสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดไว้ได้

ต้องอดทน และไม่ขี้เกียจ

ภาพมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปวันๆ รอจนกระทั่งวันเกษียณนึกออกได้ไม่ยาก การทำธุรกิจไม่สบายอย่างนั้นเพราะคุณต้องให้เวลา 100 เปอร์เซนต์ที่คุณมีอยู่เลยทีเดียว คุณต้องทำให้ลูกค้ารู้ว่าคุณอุทิศแรงกายแรงใจและเวลาทั้งหมดที่มีให้ธุรกิจและใส่ใจพวกเขา ที่หนักยิ่งกว่านี้ก็คือ คุณต้องทำงานอย่างอดทน หากเจ็บป่วยนิดหน่อยคุณไม่สามารถ “โทรฯ ไปลาป่วย” เหมือนการเป็นลูกจ้างได้ อีกอย่างที่อยากฝากไว้ก็คือ คุณบอกลาวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดสุดสัปดาห์ไปได้เลย การเป็นเจ้าของธุรกิจแปลว่าคุณต้องทำงานทุกวันไปจนกว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้ดีถึงขั้นที่คุณสามารถจัดการทุกอย่างให้เข้าที่ได้แล้ว

ต้องรับกับความไม่แน่นอนให้ได้

สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะรับประกันว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะติดตลาดภายในหกเดือนนับจากวันนี้ ไม่มีอะไรรับประกันว่าลูกค้าจะจ่ายเงินตรงเวลา ไม่มีอะไรรับประกันว่าลูกค้ารายใหญ่ที่แสนจะชอบคุณในวันนี้จะไม่เปลี่ยนไปใช้บริการจากบริษัทอื่นในอาทิตย์หน้า ไม่มีอะไรจะรับประักันว่าคุณจะมีรายได้เท่าไรในแต่ล่ะเดือน สำหรับอดีตมนุษย์เงินเดือนที่เคยได้รับเงินเดือนเข้าบัญชีตรงเวลา ความไม่แน่นอนแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำใจรับได้ยากมากเหมือนกัน

จาก : SME Thailand ฉบับ ธันวาคม 2551

Bookmark and Share

« Previous PageNext Page »


Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes